วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

ออยพูลลิ่ง

ลูกค้าหลายท่านมาที่ร้านของเราเเละอยากทราบเรื่องราวใยการใช้น้ำมันมะพร้าวทำออยพูลลิ่ง เราจึงจัดบทความที่หมอแดงแปลไว้มาให้อ่านกันค่ะ

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) แปลโดย หมอแดง ดิ อโรคยา


Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ประเทศ USSR ปี 2534-2535
การประชุมนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเนื้องอก และแบคทีเรีย
ซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรค ที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้ น้ำมันสกัดเย็น หรือ หีบเย็น (สกัดน้ำมันออกมาโดยใช้ความร้อนต่ำ หรือไม่ใช้ความร้อนเลย)
ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัย ในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษาด้วยน้ำมันสกัดเย็น มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำพิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายโรค
ในบางกรณี บางรายที่ไม่ต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดหรือการกินยา ก็ได้ใช้วิธีการนี้บำบัด ซึ่งก็เป็นผล อีกทั้งไม่เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมี


กระบวนการบำบัด และผลที่ได้รับที่น่าตื่นเต้นตามทฤษฎีนี้ กลับแสนง่าย โดยเริ่มต้นที่ใส่น้ำมันสกัดเย็นเข้าไปในปาก (น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันสกัดเย็นอื่น ไม่จำเป็นต้องกลั่นโดยวิธีธรรมชาติเสมอไป น้ำมันทานตะวันที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตก็พอใช้ได้แล้ว)

กระบวนการบำบัดจะบรรลุผลสำเร็จด้วยระบบบำบัดของผู้นั้นเอง ในกรณีนี้อาจจะไปบำบัดเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกัน ร่างกายเองก็จะขับสารพิษออกทิ้งไม่ให้รบกวนระบบต่างๆ ของร่างกาย
Dr.Karach กล่าวว่า คนเราส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่น่าจะเป็น ความจริงแล้วถ้าสุขภาพที่ดีจะมีอายุได้ถึง 140- 150 ปี

วิธีการทำ “Oil Pulling”
- เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนรับบประทานอาหารเช้า เอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก อย่าได้กลืนลงคอไปนะครับ แล้วทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก (Move Oil Slowly) กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนัก Dr.Karach ใช้วิธีค่อยๆ จิบน้ำมันเข้าปาก ดูด และดึง น้ำมันให้ผ่านฟันไปมาให้ทั่วๆ ใช้เวลา 15 – 20 นาที
- ในขั้นตอนนี้ น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวกระตุ้นเอนไซม์ เพื่อให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด จงอย่ากลืนน้ำมันนี้ลงคอไป เพราะมันมีพิษ พิษที่ดึงออกมานั่นแหละ
- เมื่อเราคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพัก จะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลงไม่หนืด ลักษณะคล้ายน้ำ สีขาว
- แต่ถ้าน้ำมันนั้นยังมีสีเหลือง(น้ำมันงา ทานตะวันจะสีเหลือง น้ำมันมะพร้าวจะใส) อยู่เหมือนเดิม แสดงว่าใส่น้ำมันมากไป หรือยังใช้เวลาไม่นานพอ
- ขั้นต่อไป ให้บ้วนน้ำมันที่อมอยู่ทิ้ง แล้วใช้น้ำสะอาดล้าง หรือจะให้ดี ก็ใช้นิ้วมือช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วยก็ได้

ล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี 
คุณควรล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี (ถ้าบ้วนน้ำมันที่อมลงในอ่าง) ใช้สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อล้างด้วยก็ดี เพราะน้ำมันที่บ้วนทิ้งลงไปนั้นจะมีแบคทีเรีย และสารพิษ Toxin ของเสียที่ดึงออกจากร่างกาย ถ้าลองใช้กล้องขยายขนาด 600 เท่าส่องดูก็จะพบว่ามีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ที่อยู่ในระยะฟักตัวเพื่อก่อโรคอยู่   สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจว่าการทำ OP เป็นกระบวนการทำให้ระบบเมทาโบริซึมเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง  สิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจนก็คือจะทำให้ฟันของเราแน่นขึ้น ไม่โยกคลอน ทำให้เหงือกแข็งแรงสดใส ฟันก็จะขาวขึ้น    การทำ OP จะดีที่สุดก็คือตอนก่อนอาหารเช้า แต่ถ้าจะเร่งกระบวนการบำบัดให้เร็วขึ้น ก็ให้ทำ OP วันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง


ข้อควรระวังคือ
1 อย่ากลืนน้ำมันที่ทำ OP ลงคอไป จะต้องบ้วนน้ำมันที่อมอยู่ออกทิ้งไป แต่ก็อย่าวิตกกังวลถ้าเกิดกลืน หรือ
มีน้ำมันไหลลงคอไปบ้าง ร่างกายก็จะขับออกมาทางอุจจาระเอง
2 ถ้าเกิดอาการแพ้ หรือไม่ถูกโรคกับน้ำมันที่ใช้อยู่ ก็ให้ลองเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ดู
3 น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันงา นั้นใช้ได้ผลพอๆ กัน น้ำมันอื่นๆ ยังไม่พบว่าใช้มากนัก และควรใช้น้ำมัน
สกัดเย็น (แต่ก่อนนั้น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นยังไม่มีใช้ในอายุรเวท จะใช้น้ำมันงารักษาโรคเป็นส่วนใหญ่
)


ประสบการณ์จากการบำบัดโดย Oil Pulling

จากผลการสำรวจโดยหนังสือพิมพ์ในประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ. 1996 ที่ Andhra Jyoti ได้เขียนเรื่องราวข้อมูลจากบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยวิธีการ Oil Pulling ในหนังสือพิมพ์รายวัน Telugu มา 3 ปี ก็ได้จัดการสำรวจดูว่าวิธีการดังกล่าวนี้รักษาโรคอะไรได้บ้าง แล้วผลการรักษาได้ผลดีมากน้อยประการใด จากผลสำรวจที่ได้ตอบรับกลับมา 1,041 ราย จำนวน 927 ราย หรือ (89%) ได้รายงานผลการรักษามารายละโรค บางรายก็หลายโรค ส่วนอีก 114 ราย หรือ (11%) ราย ไม่ได้รายงานผลการรักษาว่าได้ผลแค่ไหน ตามผลการรายงานพอสรุปได้ดังนี้
อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คอ ศีรษะ 758 ราย
อาการภูมิแพ้ ปัญหาที่ปอด หอบหืด หลอดลมอักเสบ 191 ราย
ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง สีผิวที่ผิดปกติ อาการคัน รอยแผลเป็น ปื้นสีดำๆ ผื่นคัน 171 ราย
ระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี 155 ราย
อาการท้องผูก 110 ราย
โรคข้ออักเสบ ปวดตามข้อ 91 ราย
โรคหัวใจ โรค MS (อารมณ์แปรปรวน) 74 ราย
โรคเบาหวาน 56 ราย
โรคริดสีดวงทวาร 27 ราย
โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ของสุภาพสตรี 21 ราย
อาการที่คล้ายโรคโปริโอ มะเร็ง โรคเรื้อน โรคเกี่ยวกับไต ปัสสาวะบ่อย โรคเกี่ยวกับระบบประสาท และอัมพาต การตายด้าน การหมุนเวียนเลือดไม่ดี 72 ราย
มีผู้ที่ได้เปิดเผยผลของโรคที่บำบัดด้วยวิธีการนี้หลายรายจากหลักฐานที่ได้รับจากหลายๆ ท่านในการรักษาโรค มีทั้งหญิง ชาย อายุที่แตกต่างกัน บางรายถึงกับมอบสมุดที่จดบันทึกผลการรักษามาให้เลยทีเดียว ซึ่งพอจะยกตัวอย่างมาให้ได้อ่านกัน ดังนี้

โรคหอบหืด และภูมิแพ้ ที่เป็นมา 40 ปี
ปัจจุบันฉันมีอายุ 56 ปีแล้ว เคยทนทุกข์ทรมานกับโรคภูมิแพ้ และโรคหอบหืดมาตั้งแต่ฉันอายุ 11ปี เมื่อฉันเริ่มมีรอบเดือนครั้งแรกแล้ว หลังมีรอบเดือนแล้วสระผมเมื่อใด ก็จะทุกข์ทรมานจากอาการหอบหืด เจ็บคอ และถ้าไม่ใช่เวลามีรอบเดือน เมื่อฉันเอาน้ำลาดศรีษะเมื่อได ก็จะต้องเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นมาทุกครั้ง  ฉันพยายาม เสาะหาวิธีการรักษาโรคที่เป็นอยู่ทุกวิถีทาง 45 ปีแล้วที่ฉันรักษามาหลายวิธี แต่ก็ยังไม่พบว่าวิธีใดจะได้รับผลสำเร็จพอที่จะกำจัดโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากตัวฉันได้  ฉันมีชีวิตอยู่กับยามาตลอด จนหลังสุด จากผลพวงจากการกินยา หมอบอกว่ามีปัญหากับหัวใจแล้ว  มันทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตที่ต้องเผชิญปัญหาที่แสนสาหัสอย่างไร้ที่พึ่งพา   แต่ในช่วงนี้เอง วันที่ 3 มีนาคม 1994 ฉันจำได้ดี ได้พบกับคุณ T Koteswara rao ในงานเลี้ยงการแต่งงาน เขาได้บอกเล่า อธิบายถึง Oil pulling ให้ฉันฟัง และขอร้องให้ฉันทำตามที่เขาบอกเป็นเวลา 2 เดือนที่ฉันใช้วิธีการดังกล่าว ปัญหาความเจ็บปวดของฉันกลับเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ฉันก็เข้าใจดีว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดี การเกิดภาวะวิกฤตในการเริ่มการบำบัดนั้น มันเป็นการต่อต้านของโรคภัยไข้เจ็บ ต้องมีการต่อสู้ มั่นใจว่าจะต้องเกิดผลดีขึ้นแน่ ฉันจึงทำต่อไปไม่เปลี่ยนใจ
ปัจจุบัน เป็นเวลา 9 เดือนแล้วที่ฉันปฏิบัติมา สุขภาพของฉันดีขึ้นได้อย่างมหัสจรรย์ โรคหอบหืดหายไป ไม่มีอาการปวดเมื่อยร่างกาย หรือเจ็บปวดตามข้ออีก ไม่มีปื้นหรือจุดสีที่ผิดปกติต่างๆ บนผิวหนัง ๆ กลับสดใสขึ้น ระบบย่อยอาหารดีมาก ฉันสามารถรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอาการแพ้อาหารแต่อย่างไร มีความสุขกับการรับประทานอาหาร ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้โรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้กำเริบขึ้นมา ฉันอยากจะบอกเล่าให้เพื่อนหญิงทั้งหลายได้รับรู้ ให้เข้าใจ และลองใช้วิธี Oil pulling แล้วทุกท่านจะมีสุขภาพที่ดี คุณสามารถพิสูจน์ดูได้ด้วยตัวคุณเอง
โดย Ms.V.Lakshminarsamamba, Krishna DT, A.P

โรคภูมิแพ้ หอบหืด กับ ประสบการณ์ที่น่าชื่นใจ
วันที่ฉันได้รู้จักวิธีการ OP คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1995 มันเป็นเรื่องราวที่ฉันได้รับความเบิกบาน รู้สึกถึงความสดชื่นที่อยู่ในปากในคอ ก็เพราะ OP นี้ทำให้ฉันอดบุหรี่ได้เมื่อ วันที่ 28 มีนาคม 1995 ฉันสามารถทำงานได้โดยไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีสมาธิในการทำงานด้วยความขยันขันแข็ง อดทน จมูกของฉันรู้สึกหายใจโล่ง สะอาด อาหารที่กินเพื่อควบคุมอาการภูมิแพ้ และโรคหอบหืด ที่เริ่มกินมาตั้งแต่เดือนกันยายน 1975 ก็สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1995 เลิกใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับโรคหอบหืด อาการชาที่แขน และขาก็หายไปเมื่อ เดือนเมษายน 1995  อาการที่มีความเจ็บปวดขา และเท้าเวลาเดินก็หายไป เมื่อ เดือนเมษายน 1995 เช่นกัน รู้สึกถึงรสชาดของอาหารได้ดีขึ้น และกำลังวังชาก็ดีขึ้นด้วย ฉันรู้สึกถึงความสดชื่นที่มีในปาก สุขภาพดีมาก นอนหลับได้อย่างมีความสุข
โดย Prof V.R.R.M. Babu, (57 years), Geology Dept, Andhra University, Waltair


ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ และหายใจดังฟู่ๆ
เมื่อสัก 3 เดือนที่ผ่านมา ผมและภรรยาได้ทำ Oil pulling อย่างสม่ำเสมอ เดิมผมมีปัญหากับอาการน้ำมูกไหลบ่อย เมื่อได้เริ่มใช้วิธีการดังกล่าวแล้ว อาการก็ลดน้อยลง มีอาการบ้างบางวัน ไม่ทุกข์ทรมานเหมือนแต่ก่อน ผมเคยมีอาการเจ็ยคอ และมีเสมหะที่เหนียวข้น ยากที่กำจัดมันออกได้ เดี่ยวนี้ไม่มีแล้วจมูกโล่ง ไม่เจ็บคออีก ส่วนภรรยาซึ่งเคยมีอาการภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ มีเสียงหายใจดังฟู่ๆ อาการก็ดีขึ้นหลังจากทำ OP มา
โดย Dr. P.V.R.D.N. Prasad Sarma, (practicing since), 1955 Machillpatnam, AP


โรคมะเร็ง
เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ฉันอยากจะเขียนเล่าเรื่องมะเร็งนี้สัก 3 ราย ใน 2 รายแรก ได้ตรวจสอบเนื้อเยื่อแล้วพบว่าเป็นมะเร็งแบบเนื้อกระด้างที่มดลูก อีกรายเป็นมะเร็งขั้นรุนแรง เป็นก้อนเนื้อโตขนาดลูกเทนนิสที่ขากรรไกร และก็ได้รักษาโดยการแพทย์ โฮมิโอพาที เช่นเดียวกับ 2 รายแรกที่เป็นมะเร็งที่มดลูก และก็ได้ใช้วิธีการ OP มา 2 เดือนแล้วด้วย
ในรายของสุภาพสตรีที่เป็นมะเร็งที่มดลูกเลือดออกน้อยลง สภาพโดยทั่วไปดีขึ้น และเขามีความมั่นใจ เชื่อมั่นว่าเขาจะดีขึ้น เราคงเข้าใจดีว่า ความเชื่อมัน ความไว้วางใจ ความศรัทธานั้น ช่วยในการบำบัดโรคได้ดีกว่ายา    ในกรณีรายที่เป็นมะเร็งที่ปากตรงกรามนั้น หลังจากเดือนหนึ่งที่ใช้ OP มีหนองไหลออกจากก้อนเนื้อ และก็ไหลมาตลอด จน 3 เดือนผ่านไป หนองจึงหยุดไหล แผลปิด และก้อนเนื้อที่เคยใหญ่ขนาดลูกเทนนิสนั้นก็หายไปเกือบจะเป็นปกติแล้ว ในรายนี้ได้ใช้ยาช่วยด้วยตามอาการที่เกิดขึ้น และฉันก็หวังว่าอาการของเขาจะหายดีจากโรคที่เป็นอยู่ โรคอื่นๆ เช่น โรคปวดตามข้อนั้น ปกติถ้าใช้ยาอาการจะดีขึ้นนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 8 เดือน แต่วิธี OP กลับช่วยใหโรคหายได้ภายใน 2 เดือน กรณีโรคภูมิแพ้ หอบหืด และโรคเกี่ยวกับฟัน ผลที่ได้รับจากวิธีการนี้ช่างน่าอัศจรรย์ นอกจากยาที่รักษาตามอาการที่เป็นแล้ว ก้ได้ให้ใช้วิธีการ OP ด้วย ฉันหวังว่า OP จะช่วยให้เขาเหล่านั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
โดย Dr.S.Chandramouli, Homeopath, Gollalamamidalam, E.G. Dt., A. P

อาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร “ใช้วิธี OP ได้ผลดีมาก” 
ฉันใช้วิธีการ OP ตลอดมาปีหนึ่งแล้วโดยทำทุกวัน ๆ ละ 15 ถึง 20 นาที ในตอนเช้า ด้วยน้ำมันงาสีเหลืองนิดๆ ฉันอายุ 82 ปีแล้ว เคยมีปัญหากับอาการท้องผูก และริดสีดวงทวาร หาหมอรักษามาหลายหมอแล้ว กินยาใช้ยามาก็มาก ก็แค่บรรเทาชั่วคราว ฉันได้ฝึกทำ OP เพียง 2 สัปดาห์ อาการที่เป็นกลับรู้สึกบรรเทาลง ไม่ค่อยเจ็บปวดเวลาเคลื่อนไหว การอักเสบของริดสีดวงบรรเทาลงไป อาการถ่าย เอาของเสียออกเป็นไปด้วยดีขึ้น นอนหลับได้อย่างมีความสุขตลอดคืน อาการอาหารไม่ย่อยและไม่อยากอาหารหายไป หลักการแพทย์อายุรเวทได้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกโรค เป็นสิ่งที่ดีมากที่จะมาเริ่มทำ OP เพื่อสุขภาพที่ดี
โดย Padma Bhusan Sri Narayana Rao, People’Poet, Tirupathi, A.P


โรคเบาหวาน การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร
ฉันอายุ 41 ปีแล้ว เป็นโรคเบาหวาน ไม่มีบุตร หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 3 เดือน ฉันตั้งท้อง ในช่วงตั้งท้องนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลสูงขึ้น ฉันจึงได้หยุด OP ไปเดือนหนึ่ง โดยคิดว่าที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นนี้ เป็นเพราะการทำ OP เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า นั่นคือสัญญาณแห่งการบำบัดที่ดี ฉันจึงเริ่มปฎิบัติใหม่อีกครั้ง ระดับน้ำตาลของฉันค่อยๆ ลดลง ฉันจึงปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ตลอดมา จนกระทั่งคลอดบุตรโดยการผ่าออก หมอได้ตรวจวัดค่าน้ำตาลในเลือดทั้งฉันและลูก ปรากฎว่าเราสองคนแม่ลูกน้ำตาลไม่สูง บาดแผลรอยผ่าแห้ง รอยเย็บหายดี สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 7 วัน ตัวหมอที่รักษาเองยังแปลกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร นอกจากนั้นผลของการปฏิบัติ OP ยังมีผลดีกับฉันอีกหลายเรื่อง น้ำหนักของฉัน 90 กิโลกรัม สูง 4 ฟุต 11 นิ้ว เท้าของฉันบิดๆ เวลาเดิน เท้าของฉันเคยติดเชื้อ มีหนองไหลออกมาด้วย จากการได้ฝึกปฏิบัติ OP และได้เดินทุกวัน เท้ากลับมาแข็งแรง ก้าวเดินเหิรได้โดยไม่ยากเย็นเหมือนแต่ก่อนน้ำตาลในเลือดของฉันค่อยๆ ลดอย่างค่อยๆเป็นค่อยไปจนอาการเบาหวานหายไป ผิวหนังสะอาดสดใส รอยจุดด่างดำที่เคยปรากฏตามผิวหนังก็หายไป ร่างกายรู้สึกแข็งแรง ฟันแข็งแรง สุขภาพเหงือกดี ผมที่เคยทีมีสีขาวและเทาก็กลับกลายเป็นสีดำ
โดย Mrs. AVL Umamaheswari, Commercial Tax Dept, Eluru, A.P.



โรคเบาหวาน
อายุฉันล่วงเข้ามาถึง 74 ปีแล้ว ไม่มีความคาดหวังว่าวิธีการรักษาโรคแบบใดจะมาสร้างปฏิหารย์มารักษาโรคของฉันให้หายไปได้แน่ ฉันแน่ใจ และก็พูดเช่นนี้เสมอมา แต่เมื่อฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP อย่างต่อเนื่องมา มันกลับเกิดปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น โรคเบาหวานที่สร้งปัญหาให้ฉันมา 13 ปีแล้วนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของฉันกลับมาเป็นปกติ โดยไม่ได้กินยาอื่นเลย ไม่ได้ใช้ยาเคมี นอกจากวิตามินและเอ็นไซม์
โดย (Swami Swarupanand Bharati, (K.R.K.IPS, D.I.G. (Retd)), Hyderabad

โรคหัวใจ
จากรายงานของอดีตนายพลจัตวากองทัพบก ที่เกษียณอายุแล้ว ที่แจ้งว่ามีปัญหากับโรคหัวใจ (Heart Attack) ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ปี 1987 ต้องรักษา กินยามาตลอด 11 ปี และเริ่มมีอาการพาร์กินสันได้ 5 ปี ก็ได้แต่กินยารักษาอีกเช่นกัน
ผมได้ฝึกปฏิบัติ OP อย่างจริงจังต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1998 เป็นเวลา 5 เดือนแล้วที่ได้ปฏิบัติมาตลอดทุกวันตอนเช้า ผลที่ได้ก็คือ
ความดันเลือด ลดลงอย่างชัดเจน ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ปกติ 130/80
อาการเหนื่อยอ่อน ใจจะขาด ไม่ปรากฏขึ้นอีก ออกกำลังได้มากขึ้นไม่ค่อยเหนื่อย
การนอนหลับ นอนหลับได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
การนอนกรน หายไปมากเลย นี่จากผลการลงมติของสมาชิกในครอบครัว
เสมหะ ซึ่งเรื่องนี้เคยสร้างปัญหาให้กับผมมากก่อนนี้ เดี๋ยวนี้หายไปแล้ว
เหงือก ดูสภาพดีมาก มีสีแดง ไม่มีเลือดออกอีกนานแล้ว
ฟัน สะอาด และดูสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี
อาการคัน หายไปแล้ว
เลือดที่จับตัวเป็นก้อนตรงตาตุ่ม หายไป 90-95% ผิวหนังที่เคยดำตรงบริเวณดังกล่าวก็ดีขึ้นแสดงว่าการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
เส้นเลือด ที่เคยโป่งพองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณหลังมือ ตอนนี้หลังมือเรียบ นุ่มเนียน
ภาวะอารมณ์ จิตใจ มีความอดทน อดกลั้นได้ดี 90%
อาการสั่นที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ดีขึ้น 40%
มือและเท้าที่ใช้งานได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะมือและเท้าข้างขวา ตอนนี้ก็ดีขึ้น เขียนหนังสือได้ดีขึ้น 60-70%
อาการบวมที่เท้า และข้อเท้า บวมน้อยลง 50-60%
สายตา ซึ่งเคยใช้แว่นมากว่า 25 ปี ก็สร้างความประหลาดใจที่สามารถเล่นไพ่บริดจ์ได้โดยปราศจากแว่นตา
อาการหน้ามืดวิงเวียน เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่มีอาการปกติ ถ้ามีอาการความดันเลือดสูงขึ้นมาบ้างก็จะควบคุมโดยการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร
ความจำ พิสูจน์ได้ว่าดีขึ้นมาก
อาการทั่วๆ ไป การหายใจทำได้ดี การหมุนเวียนเลือดดี ปฏิกิริยาตอบสนองเป็นไปด้วยดี ออกกำลังกายได้นานขึ้น ทนความหนาวเย็นๆ ได้ดี เดินได้โดยไม่ค่อยเหนื่อย   ยาที่เคยกิน ค่อยๆ ลดยาเคมีลง ยานอนหลับไม่ต้องใช้อีกต่อไป ยารักษาพากินสันไม่ปรารถนาต้องใช้มันอีกแล้ว  ระบบย่อยอาหารดีเยี่ยม เขียนหนังสือได้เร็วขึ้น สามารถโพกผ้าบนศรีษะด้วยมือขวาได้ดีขึ้น ผิวหนังก็ดูสดใสขึ้น

โดย Brig (Retd) T.S.Chordary, (63 year), Janakapuri, New Delhi


จากรายงานของศัลยแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว อาการขัดข้องที่หัวใจข้างซ้าย
ผมเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจด้านซ้าย หลังจากที่ได้เริ่มฝึกทำ OP ได้เพียง 15 วัน กลับพบว่าอาการมันดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีหลักฐานจากการตรวจคลื่นเสียงดูภายในหัวใจและการทำงานของหัวใจแล้ว และที่เคยทุกข์ทรมานจากแผลในลำไส้เล็กตอนต้น รักษามาตลอด 30 ปี ก็เป็นที่น่าพิศวง มันหายไปได้โดยไม่ต้องกินยาลดกรดอีกแล้ว
ผมมีอาการเริ่มๆ มีต่อมลูกหมากโตชนิดที่ยังไม่อันตราย หลังจากที่ได้ทำ OP แล้ว อาการที่ต้องลุกขึ้นปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ ก็น้อยลง อาการมีแผลร้อนในในปาก ลิ้นอักเสบ อาการคันที่ผิวหนังตรงบริเวณหน้าอก และคอ สีผิวที่ไม่ค่อยดี ก็หายไปหมด หลังจากอมน้ำมัน (OP) พบว่าฝ่ามือสดใสมีสีเลือด ผมจึงไปให้เขาตรวจเลือดดู ก็ต้องแปลกใจที่พบว่า ฮีโมโกลบินมีค่าสูงขึ้นจาก 11 gms to 12.4 gms ภายใน 2 เดือน
โดย Dr. N.Ranga Rao, Dy. Civil Surgeon (Retd.), Peddapuram, A.P



ลมหายใจไม่สะอาด กลิ่นปาก
ฉันมีปัญหากับอาการที่มีกลิ่นปาก และมีหนองไหลออกมาจากในปาก เป็นมา 8 ปีแล้ว
เมื่อมีกลิ่นปาก ก็ได้ไปหาหมอฟันได้ยามากิน ยาทำความสะอาดฟัน เมื่อกินยาและเครื่องไม้เครื่องมือมาทำความสะอาดฟันมันก็เพียงทำให้กลิ่นปากหายไปชั่วครั้งชั่วคราว
หลังจากที่ได้ทำ OP (อมน้ำมัน) ได้ 5 เดือน กลิ่นปากที่ไม่สะอาดก็หายไป
หนองก็ไม่ค่อยมีไหลแล้ว รู้สึกมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ไม่มีปัญหาเหมือนแต่ก่อน
วิธีการ OP ได้ดึงความเชื่อมั่นของฉันที่สูญเสียไปกลับคืนมา จากความกรุณาปราณีอันนี้ ทำให้ฉันได้สูดหายใจได้อย่างมีความสุข ดังกับว่าได้ให้ชีวิตใหม่แก่ฉันเลยทีเดียว
โดย G.B.Rao, Rajamundry, A.P

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ทรมานกับการร้อนใน และมีแผลในปากมา 12-15 ปีแล้ว
หลังจากได้อ่านบทความที่พิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Kannada Prabha เรื่อง “Oil pulling” ฉันได้เริ่มฝึกปฎิบัติวันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 1995 ควบคู่ไปกับการกินยา ช่วง 2-3 เดือนแรกอาการดีขึ้นสัก 25% เห็นจะได้ แต่พอได้สัก 4-5 เดือนอาการดีขึ้นมากเลย และที่เห็นได้ดีที่สุดเมื่อได้ 6 เดือน ดีขึ้น 100% เลย ฉันก็ได้ชลอการใช้ยาลง และพอได้ 7 เดือน ฉันก็เลิกกินยาเคมี อาการที่เคยเป็นแผลในปากหายไปตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกแล้ว เดี๋ยวนี้ฉันมีควมสุข โรคหายไปแล้ว 100% โรคแผลในปากที่เคยอยู่กับฉันมาแสนนานได้หายไปแล้วด้วย “Oil pulling” 
โดย Salamander Shiny, Manipal
โรคกล้ามเนื้อที่ใบหน้าอ่อนกำลัง (Myasthenia Gravis (MG))
ในปี 1980 ฉันอายุ 36 ปี เกิดอาการเห็นภาพซ้อน และหนังตาข้างขวาตก หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค MG
ในปี 1993 ฉันได้เริ่มฝึก OP และได้ใช้ยาร่วมกันไปด้วยในเดือนแรกๆ หลังจากนั้นก็หยุดยาได้แต่ทำ OP ต่อไป ไม่ช้าอาการกล้ามเนื้อที่หน้าอ่อนแรงก็หายดี เมื่อฉันได้หยุดปฏิบัติ OP ได้เดือนหนึ่ง อาการดังกล่าวก็กลับมาอีก ฉันจึงได้ทำ OP ต่อไปอีก และทำ OP อย่างเดียวโดยไม่กินยาอีกเลย
โดย T.Brahmaji Rao, Pedavadlapudu, Guntur Dt. A.P
อาการปวดหลัง ปวดคอ
ฉันมีอาการปวดหลังมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ก็ได้หาหมอรักษามาหลายหมอ ซึ่งแต่ละท่านก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษา แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีวันไหนที่ฉันจะเข้านอนได้โดยไม่ต้องกินยา บรูเฟน โวทาเรน หรือยาอื่นๆ
หลังจากที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการทำ OP ที่เขียนโดย Tummala Koteswara Rao   ฉันได้เริ่มฝึกปฏิบัติ OP โดยใช้น้ำมันทานตะวัน อาการก็ค่อยๆ เห็นผลภายใน 15 วัน และอาการดังกล่าวดีขึ้นมากใน 3 เดือน ตอนนี้ 6 เดือนแล้ว อาการปวดหายไปราว 90% ซึ่งยังเหลืออาการปวดหลังอยู่บ้าง  อาการที่เคยปวดที่คอและที่ปวดแขนในบางครั้งก็หายไป  อาการปวดหลังที่บอกว่ายังเหลืออีกนิดหน่อยนั้น ฉันก็ไม่ยอมกินยาแก้ปวดอีกแล้ว แต่ไม่ยอมหยุด OP เพราะพบว่ามันเป็นผลดีต่อฉันมาก และปลอดภัยกว่าการกินยา  ฉันได้เริ่มออกบรรยาย “สุขภาพดีได้ด้วย OP” ตามโรงเรียน สมาคม ที่ Telugu ให้พวกเขารู้จักวิธีการทำ OP
โดย Dr.V.Prabhakar (48 years) MDS (Madras), Guntakal A.P
อาการปวดหลัง และปวดตามข้อ
ฉันมีอาการเจ็บปวดข้อเข่ามาช้านานกว่า 10 ปีแล้ว และมีอาการปวดหลังช่วงล่างมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว ฉันได้พยายามรักษาโดยใช้ยามาหลายชนิด มันก็หายชั่วครู่ชั่วยาม ฉันเริ่มฝึกทำ OP เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1995 เพียง 5 วันที่ฉันได้ปฏิบัติมา สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น อาการปวดข้อเข่า และโรคปวดหลังช่วงล่างของฉันหายไป มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่า อาการปวดข้อเข่าของฉันมันหายไปได้อย่างไร ก็ยาที่กินมาตั้งมากมาย และนานแสนนานยังรักษาไม่ได้ ผลที่ได้กลับแย่ลงอีกต่างหาก
โดย Sudedar Juvva Gandhi, Sub-area HQ, Karnataka, Bangalore



อาการปวดเข่า และข้อเท้า
ฉันได้อ่านบทความและรายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรักษาโรคด้วยวิธีการทำ OP จาก “Andhra Jyoti” จนเกิดความมั่นใจและเชื่อถือแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลองฝึกทำเสียที จนกระทั่งน้องชายของฉันหายจากโรคหอบหืด และได้แนะนำให้ฉันได้ฝึกปฏิบัติดูบ้าง ปกติฉันเองจะเปิดพัดลม หรือนอนในที่มีลมแรงๆ ไม่ได้ ทำให้หายใจไม่ออก จมูกจะตัน อาบน้ำเย็นยิ่งไม่ได้เลย หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP แล้ว ฉันสามารถนอนหลับสบายใต้พัดลมที่เปิดเต็มสปีด ไม่รู้สึกอึดอัด ในบางครั้งที่เคยมีอาการหอบหืด หรืออาการที่หลอดอาหารบ้างก็หายไป อาการที่เคยปวดเข่าซ้าย และปวดข้อเท้าขวามา 3-4 ก็ไม่มีอาการอีก อาการที่มีรอยแตกที่กระโหลกศรีษะตั้งแต่ฉันอายุ 5 ขวบก็ไม่มีแล้ว
ริดสีดวงทวารที่เป็นมา 20 ปี ปรากฏว่ามันหายไป มันช่างน่าเป็นเรื่องปาฎิหารย์จริงๆ
โดย Prof.T.Venugopal Rao, Principal, Vishaka of Professional Studies, J.R. Nagar, Vishakapatnam, A.P



โรคผิวหนัง ผื่นคันอักเสบพุพอง ก็บำบัดได้ 
ฉันอายุ 79 ปี เกษียณจากครูแล้ว มีความปรารถนาที่จะมีสุขภาพดี จึงได้ฝึกปฏิบัติ OP มาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 1995 อาการที่มีคือ ผื่นคัน พุพอง(Eczema) มากว่า 30 ปีที่เท้าซ้าย ที่ได้ใช้วิธีการรักษามาหลายวีธี และก็เช่นเดียวกันกับที่นิ้วชี้มือขวาก็มีอาการมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว และมีอาการปวดหลังช่วงล่างมาเป็นปี หมอบอกว่ากระดูกสันหลังอักเสบ (Spondylitis) ฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 1 ปี กับอีก 8 เดือน อาการปวดหลังช่วงล่างก็หายไป อาการที่เป็นผื่นคันพุพอง (Eczema) ที่นิ้วชี้มือขวาก็หายไป อาการที่ผิวหนังหายเป็นปกติ อาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายเกือบจะปกติแล้ว มีอาการคันบ้างในบางครั้ง ฉันรู้สึกมีความมั่นใจมากและจะปฏิบัติต่อไป มันเป็นวิธีการบำบัดที่แสนง่าย แต่เห็นผลน่าแปลกใจ และฉันก็มั่นใจว่าอาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายจะหายไปในไม่ช้าแน่นอน
โดย C.V.Purnachandra Rao, Chennal, T.N



อาการปวดฟัน ฟันโยกคลอน
ฉันเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว ตอนนี้อายุ 86 ปี มีอาการปวดฟันหนักขึ้นเรื่อยๆ เป็นอาการปวดรวดร้าวแสนทรมาน
ก็ได้ฝึกทำ OP บ้าง แต่ยังมีความสงสัย เคลือบแคลงใจ ไม่แน่ใจ จึงได้ไปหาหมอฟันด้วย เมื่อมันปวดหนักขึ้น ฉันก็ลองทำเป็น 2 ครั้งต่อวัน ปรากฏว่าความปวดน้อยลง อีก 2 วันก็หายปวด อาการปวดนี้เกิดกับฟันซี่หน้า ที่ใช้สำหรับกัด ตรงฐานรากของฟันดูจะโยกคลอน ไม่แน่น เมื่ออาการปวดฟันหายไป ฉันจึงมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ และอาการโยกคลอนก็หายไปภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น มีความรู้สึกว่าตอนนี้ฟันดีมาก ฉันสามารถกัดผลไม้และอาหารที่ไม่แข็งมากนักได้ นี่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฉัน และฉันต้องขอขอบคุณ แนวทางการรักษาโรคด้วยวิธี Oil Pulling จริงๆ
โดย G.R.Bhagavannarayana,(Retd,Govt service), 86 years, Rajamundry,533 105 AP.


คำถามที่ถูกถามบ่อย เกี่ยวกับ Oil pulling
ควรจะทำ OP เวลาไหนถึงจะดี?
แพทย์ทางอายุรเวท แนะนำว่าควรจะทำในช่วงเช้า หลังจากแปรงฟัน และท้องว่างอยู่ Dr Karach แนะนำให้ทำช่วงเช้า ตอนท้องว่าง จะให้ดีควรเป็นหลัง 1 ชั่วโมง หลังจากดื่มน้ำเปล่า ชา กาแฟ หรือน้ำใดๆ ในช่วงเช้า แต่ขอให้ทำก่อนอาหารมื้อเช้า หรือ ตอนท้องว่าง ขณะที่รู้สึกไม่ค่อยสบาย สุขภาพร่างกายมีปัญหา ก็ทำได้ใครบ้างที่ทำได้ ?
ใครๆ ก็ทำได้ อายุ 5 ขวบขึ้นไปก็ฝึกทำได้ สำหรับอายุ 5 ขวบหรือเกินกว่าไม่มาก ให้ใช้น้ำมันเพียง 1 ช้อนชา (5 cc.) ก็พอ ผู้ที่ถอนฟันแล้ว สตรีที่ตั้งครรภ์อยู่ ก็ทำได้แล้วจะดื่มน้ำหรือทานอาหารได้หลังจาก OP นานเท่าไร? 
หลังจากทำ OP แล้วล้างปาก แล้วก็สามารถดื่มน้ำหรือทานอาหารได้เลย ไม่ต้องทิ้งช่วงเวลาน้ำมันอะไรบ้างที่นำมาใช้ OP ได้?
Dr Karach แนะนำให้ใช้น้ำมันทานตะวัน ส่วนการแพทย์อายุรเวทแต่โบราณ ใช้น้ำมันงาเป็นหลัก ซึ่งน้ำมันทั้งสองชนิดก็ทำงานได้ดีในการช่วยบำบัดสุขภาพ บางท่านว่าน้ำมันงาใช้ได้ดีที่สุด ส่วนน้ำมันอื่นๆ ก็ใช้ได้แล้วแต่ความชอบ ของแต่ละคน เพียงแต่ยังไม่มีรายงานผลการใช้น้ำมันชนิดอื่นๆ มาให้ทราบมากนัก น้ำมันอื่นๆ อาจจะใช้ได้ดีในการนำมาใช้ก็ได้ แต่ยังไม่ได้รับความนิยมที่จะใช้กัน
(หมอแดง แนะนำให้ใช้ น้ำมันมะพร้าว ในการทำ Oil Pulling ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นใช้กันมากนัก และก็กลัวไขมันอิ่มตัวน้ำมันมะพร้าวกันมาก แต่ปัจจุบันนี้ความเชื่อนั้นเปลี่ยนไป)

น้ำมันที่ใช้เพียง 10 cc. มันดูน้อยจัง ใช้ 20 cc. จะได้ไหม?
เมื่อเราทำ OP น้ำมันที่อมในปากนั้นจะต้องรู้สึกบางเบา จางลง มีความรู้สึกคล้ายน้ำ ไม่ใช่ยังรู้สึกว่ายังอมน้ำมันอยู่ ควรจะรู้สึกคล้ายน้ำ เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้จึงจะเป็นผลดี และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ความมุ่งหมายในการทำ โดยทั่วไปความรู้สึกอย่างนี้จะเกิดขึ้นหลังจากอมไว้ 15-20 นาที แต่ถ้าใช้น้ำมันมากเกินไปมาอม ก็จะต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าที่น้ำมันจะกลายเป็นน้ำสีขาวๆ เราก็คงไม่มีเวลาที่จะมาอมน้ำมันอยู่นานๆ กันแน่ ถ้าหากบ้วนทิ้งออกมาแล้วยังรู้สึกว่ายังคงเป็นน้ำมันอยู่ ก็เป็นเรื่องเสียเปล่า ไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก จะไม่ค่อยรู้สึกสดชื่น ไม่ได้ผลสำเร็จตามที่ปรารถนา ถ้าจะใช้มากสักนิดหน่อยก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ ไม่เสียหายมากมาย เพียงแต่ใช้เวลานานเสียหน่อย และสำหรับเด็กเราก็ใช้แค่ 5 cc.ก็พอขณะที่ทำ OP อยู่นั้น จะทำอย่างอื่นพร้อมไปด้วยได้หรือไม่?
ไม่ควร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรทำ OP อย่างช้าๆ นั่งในท่าสบายๆ เชยคางขึ้น นึกถึงน้ำมันที่แทรกเข้าไปตามซอกฟัน เข้าไปสัมผัสกับทุกๆ ส่วนของเยื่อบุผนังในช่องปาก ผ่อนคลายอารมณ์และร่างกายสำหรับโรคที่เจ็บปวดรุนแรงจนจะต้องผ่าตัด หรือโรคเรื้อรัง จะมีการทำ OP อย่างไร?
โรคที่มีอาการปวดอย่างมากจนถึงขนาดจะต้องผ่าตัดนั้น วิธีการนี้จะช่วยบำบัดได้ภายใน 4 วัน โดยปฏิบัติวันละ 3 ครั้ง
ตอนช่วงท้องว่าง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น   ส่วนในโรคที่มีอาการเรื้อรังมานานนั้น อาจต้องใช้เวลาเป็นปี หรือมากกว่า แล้วแต่อาการและความหนักหนาของโรคที่เป็นอยู่นั้น เป็นมานานมากแค่ไหนแล้ว อายุของผู้ป่วย อุปนิสัย พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยก็เป็นปัจจัยสำคัญ
จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในการทำ OP?
น้ำมันที่อมยังคงสภาพเป็นน้ำมันอยู่ ไม่มีลักษณะคล้ายน้ำ หรือรู้สึกบางเบา หลังจาก 30 นาที แล้วกับรู้สึก
ถูกดูดซึม และเหลือปริมาณน้อยลง   เหตุที่น้ำมันไม่แปรสภาพไปคล้ายน้ำ ก็เพราะว่ามีน้ำลายน้อย หรือการผลิตน้ำลายออกมาน้อย ในช่องปากแห้ง เป็นมากในกรณีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือไม่ก็ตอนเย็น  ในสภาวะปกติทั่วไป น้ำมันจะไม่ถูกดูดซึมในปาก สาเหตุนั้นมาจากน้ำลายมีน้อย หรือร่างกายขาดน้ำ ขาดสารเหลว ในกรณีนี้ให้ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว แล้วออกเดินสัก 30 – 45 นาที แล้วกลับมาทำ OP   รู้สึกในจมูกถูกปิดกั้น เกิดการสะสมของน้ำมูก ทำให้หายใจไม่ค่อยดีขณะมีน้ำมันอยู่ในปาก  กรณีนี้ให้ล้าง ทำความจมูกให้ดี สั่งน้ำมูกออกให้รู้สึกโล่งจมูกก่อน แล้วจึงทำ OP  ขณะที่อมน้ำมันอยู่ในปาก เมื่อมีน้ำมูกให้ใช้วิธีหายใจแรงหลายๆครั้ง เพื่อให้มีแรงลมดันออกมาทางจมูก
อยากจะจาม หรือไอขณะที่อมน้ำมันอยู่ รู้สึกระคายคอ คันคอทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ อยากจะจามหรือไอขณะที่กำลังอมน้ำมันอยู่ในปาก ให้ค่อยๆ ทำ และให้ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดถึงน้ำมันที่อยู่ในปาก ถ้าจะจามหรือไอ ให้ทำตรงอ่างหรืออะไรรองรับ เพื่อไม่ให้มีการพ่นเป็นสเปร์ยออกมา หรือไม่ก็หากระดาษทิชชูมาปิดปากป้องกันไว้
เสมหะ เสลดในลำคอไหลเข้ามาที่ในปาก ขณะที่อมน้ำมันอยู่  ถ้ามีเสมหะเกิดขึ้นมาเต็มปากเต็มคอ ทำให้ทำ OP ไม่สะดวก ก็ให้บ้วนทั้งน้ำมันและเสมหะออกทิ้งไป และอมน้ำมันใหม่อีกครั้ง  กระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ ขณะทำ OP  เมื่อมีกระตุ้นให้เกิดปัสสาวะและถ่ายอุจจาระขณะที่ทำ OP ก็ให้ไปปัสสาวะ อุจจาระได้ระหว่างทำ OP อมน้ำมันไปด้วยให้สบายใจ ไม่ต้องเครียด
จะใช้เวลาสักเท่าไรในการที่จะรักษาโรค? 
ระยะเวลาที่จะใช้ในการดูแลรักษาโรคแต่ละโรคนั้น เป็นการยากที่จะกะเกณฑ์ ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย สภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าทรุดโทรมขนาดไหน และโรคที่เป็นอยู่หนักหนาขนาดไหน อาหาร อัปนิสัยและพฤติกรรมของตัวผู้ป่วยแต่ละคน  Dr Karach กล่าวว่า “โรคที่เจ็บป่วยเรื้อรังมานานอาจใช้เวลาปีหนึ่ง ขณะที่โรคที่มีอาการปวดจนถึงขนาดจะต้องผ่าตัด อาจใช้เวลาแค่ 2 – 4 วัน ให้ฝึกทำจนกว่าจะรู้สึกแข็งแรงดังเดิม มีความสดชื่น หลับได้ดี รู้สึกเจริญอาหาร ความจำที่ดีกลับคืนมาเหมือนเดิมอีกครั้ง”แล้วการทำ OP ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างไร?
การรักษาโดยวิธี OP เกิดขึ้นเหมือนกับการรักษาโรคโดยทั่วไป เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ (ซึ่งเป็นบทหนึ่งที่ผมได้เขียนไว้ว่า “OP ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างไร” อยู่ในหนังสือชื่อ “Oil Pulling”) ซึ่งผมจะอธิบายตามหลักทฤษฎีว่าทำไม OP ถึงช่วยบำบัดรักษาโรคได้  Dr (med.) Karach ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า “ตามหลักการน้ำมันได้ช่วยรักษาฟันได้ดีอยู่แล้วตามที่ทราบกันดี จะเห็นผลได้ชัดเจนว่าน้ำมันทำให้ฟันมั่นคง แข็งแรง ช่วยรักษาฟันที่โยกคลอน รักษาอาการเลือดออกที่เหงือก และทำให้ฟันขาว”  Oil Pulling ในด้านการแพทย์อายุรเวท เรียกว่า “KAVALA GRAHAM” ในหัวข้อของ Charaka Samhita sutra ได้เขียนไว้ว่า   “การอมน้ำมัน หรือ OP ด้วยน้ำมันงาจช่วยรักษาฟันที่เป็นรู เป็นแมงกินฟัน ช่วยรักษารากฟันให้แข็งแรง รักษาโรคฟัน อาการเสียวฟันที่เวลากินของเปรี้ยว จะช่วยรักษาฟันที่ผุ ทำให้ฟันแข็งแรงสามารถที่จะขบเคี้ยวของแข็งๆ ได้ดีขึ้น”



สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้และต่างก็มีประสบการณ์กันในการรักษาโรคฟันมาแล้วมากมาย มีหลักฐานเป็นที่เชื่อถือได้ในการใช้วิธี OP บำบัดรักษาโรคฟัน ป้องกันผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับฟัน หรือที่เกี่ยวกับฟัน และเห็นผลอย่างเด่นชัด ซึ่งหมอฟันไม่สามารถทำได้ จากประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เราจะเห็นว่า OP ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ขจัดการติดเชื้อ หยุดความเสียหายความเสื่อมสภาพที่จะเกิดหรือเกิดขึ้นแล้วกับฟัน บรรเทาหรือกำจัดอาการเสียวฟัน ทำให้ฟันมั่นคงและไม่โยกคลอน

ตามที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถนำมาเชื่อมโยงเหตุผลเข้ามาเป็นเหตุผลว่าทำไม OP ช่วยรักษาอาการปวดให้หายไปได้ ต่อต้าน และกำจัดอาการติดเชื้อ ช่วยเยียวยารักษาสภาพของฟันที่กำลังเสียหายช่วยอาการเสียว ปวดฟัน ช่วยป้องกันและรักษาสุขภาพในช่องปาก ช่วยเหนี่ยวนำระบบประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น ให้ต่อมไร้ท่อ ต่อมคัดหลั่งทำงานได้ดี ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลร่างกาย
ในทำนองเดียวกัน OP ก็จะช่วยบำบัดอาการปวดศรีษะ ไมเกรน การจาม อาการเย็น อาการปวดในเวลาไม่กี่วัน และจะทำวันละครั้งหรือหลายครั้งก็ได้ อาการเมาค้าง สามารถบำบัดได้โดยเพียงทำ OP 2- 3 ครั้งในช่วงเช้า สิ่งที่ปฏิบัติเหล่านี้จะเป็นการศึกษา และเป็นประสบการณ์ ถ้าฝึกทำบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญในการปฏิบัติ และก็สามารถประเมินผลที่ได้จากประสบการณ์ที่เราได้ทำ ได้เจอด้วยตัวของตัวเอง วิธีการบำบัดโดย OP ก็จะคล้ายๆ กันในแต่ละโรค จะมีแตกต่างกันบ้างก็ในเรื่องของระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัดในแต่ละคน

จะมีผลข้างเคียง หรือจะเป็นอะไรบ้างไหมถ้าจะใช้ยาไปพร้อมๆ กันไปด้วย ?
โดยปกติทั่วไปจะไม่มีผลข้างเคียง การบำบัดรักษาจะเป็นไปอย่างนิ่มนวล อ่อนโยน ในบางกรณีบางโรค อาจจะมีอาการมากขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ก็อย่าไปวิตกกังวล เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาณที่ดี  บอกให้เราได้รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นกำลังได้รับการบำบัดอยู่ ให้อดทนหน่อย แต่ถ้าในกรณีที่มีอาการมากขึ้นจนทนไม่ได้ ก็ให้หยุดทำ OP ไปสัก 2-3 วัน หรือจะกินยาเพื่อช่วยระงับอาการและทำ OP ไปด้วยก็ได้  ในกรณีที่ต้องกินยา หรือยังไม่อยากจะหยุดยาทีเดียวเลย ก็ให้กินยาไปด้วยพร้อมๆ กัน แล้วค่อยๆ ลดจำนวนยาลงทีละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป จนมีความแน่ใจว่าได้ผลดีแล้ว จึงหยุดยาทั้งหมด แล้วทำ OP อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคนของโรคออกไปให้หมด ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อรัง เป็นมานาน ต้องกินยาอยู่ ไม่อยากหยุดยา ก็ให้ทำ OP พร้อมๆ กันไป ก็ไม่เกิดผลเสีย
Dr Karach กล่าวว่า บางท่านอาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายโรคที่แสดงความเลวร้ายออกมาอย่างชัดเจน
โรคแรกอาจเป็นโรคที่ติดเชื้อ ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สิ้นหวังที่จะบำบัด และโรคอันดับรองลงมาก็จะเป็นผลจากโรคแรกที่ว่าแต่ก็เป็นๆ หายๆ ไม่กี่วันโรคอันอับรองๆ นั้นก็หายไปบ้าง ในขณะที่ก็มีบางโรคที่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้น มันเป็นอาการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรณีของผู้ที่ทุกข์ทรมานกับเรื้อรังที่เป็นมาช้านาน ในสภาวะเช่นนี้ Dr Karach แนะนำว่า ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาจงมุ่งมั่น อย่าท้อถอย ให้ปฏิบัติ OP ต่อไปอย่างต่อเนื่อง อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และโรคทั้งหลายก็จะค่อยๆ เบาบางลง หรือหายไปทีละโรค ขอให้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นหลังจากทำ OP แล้วโรคหลายโรคปะทุขึ้นมา มันเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบ เป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่าโรคนั้นจะค่อยๆ หายไปในที่สุด

ตัวอย่างของปฏิกิริยาโต้ตอบที่เกิดขึ้น
-- จะเกิดอาการคันที่ผิวหนัง บริเวณที่ อักเสบจากอาการบาดเจ็บ หรือ เป็นแผลอยู่
- ในกรณีกระดูกหักจากอุบัติเหตุ อาการเจ็บปวดอาจจะมากขึ้นบ้าง ในช่วงที่อยู่ในกระบวนการบำบัด ให้เข้าใจว่าอยู่ในช่วยเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ให้ทำ OP ต่อไปตามปกติ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 ครั้ง/วัน หรือถ้ามีอาการหนักเกินไป ก็ให้หยุดทำ OP ก่อนสัก 2-3 วันและค่อยกลับมาทำใหม่ใช้ยาตามที่หมอสั่งได้ แต่ให้น้อยลง เพื่อลดอาการเจ็บปวด และให้ทำ OP ต่อไปในขณะที่เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ มันไม่ใช่ว่าจะเกิดปฏิกิริยานี้ในทุกโรคทุกกรณีในการบำบัด ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยที่ต้องทุกข์ทรมานมานาน
ปฏิกริยาตอบโต้อาจจะปรากฏจนทำให้โรคนั้นเลวร้ายขึ้นบ้าง ในช่วงนี้หลายท่านมีความคิดว่าจะหยุดทำ OP
ขอให้อย่าได้หยุดเด็ดขาด ให้ทำ OP ต่อไป นี่คือสัญญาณเตือนที่ดี ว่าโรคกำลังได้รับการบำบัดแล้ว
ให้เข้าใจไว้ว่านี่คือปฏิกิริยาโต้ตอบ อย่าได้หยุดเลย เพราะเรากำลังได้รับการบำบัด ใช้เวลาอีกไม่นาน โรคภัยที่เป็นอยู่ก็จะหายไป สุขภาพที่ดีก็จะหวนกลับคืนมา แล้วเราก็จะได้มีความสุขกับสุขภาพที่ยอดเยี่ยมเสียที

บทความแปลจาก Oilpulling.com    โดย หมอแดง the-arokaya.com

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำสลัดสุขภาพจากสามชาติ

น้ำสลัดแบบฝรั่ง
1. เอาหอม หระเทียมสับละเอียดลงในชาม
2. เติมเกลือ
3. เติมน้ำส้มสายชูหมัก พักไว้ซักครู่
4. เติมน้ำส้มคั้น
5. คนให้เข้ากันแล้วใส่น้ำมันข้าว มะพร้าว งา หรือมะกอก
6. เติมพริกไทยเล็กน้อย

แบบญี่ปุ่น
1. ตั้งไฟอ่อนคั่วงา แล้วบด
2. ขูดขิง
3.ใส่ซีอิ้วญี่ปุ่น หอม ต้นหอม ลงชาม


แบบไทย
1. ตำรากผักชีเเละเกลือ พริกและน้ำตาลมะพร้าว
2. เอาลงชามแล้วเติมน้ำปลา น้ำมะนาว
3. คนให้เข้ากัน เติมหอมแดงซอย

ทานกับผักไร้สารตามใจชอบ ที่โคราชซื้อได้ที่ชีวิตจิตใจทุกวันนะคะ ทานผักแบบนี้สบายใจหายห่วงจ้า

ขอบคุณสูตรจาก eat am are รายการดีๆจากช่อง Thaipbs ค่ะ

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผักไร้สารพิษ



ตอนนี้ร้านของเรามีผักไร้สารพิษจำหน่ายเเล้วนะคะ สดๆจากวังน้ำเขียวค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเกษตรกรรมปลอดสารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ร้านของเราใช้ผักนี้ปรุงอาหารทานรสชาติดีมากค่ะ ผักไร้สารพิษนั้นต่างจากผัด hydroponic ตรงที่ยังมีสารอาหารจากดินครบถ้วนนะคะ ส่วนผักไฮโดรที่ปลูกในน้ำนั้นเราได้แต่กากใย แต่ไม่มีสารอาหารตามธรรมชาติค่ะ มีผักหลายชนิด ไปลองเลือกทานนะคะ

Organic Korat now have fresh organic vegetables for your healthy lifestyle. We are one of a few places in korat with this fresh produce right from a farm in Wangnamkeaw. There are many kinds of veggies here such as cucumber, tomatoes, lettuce, iceberg lettuce, and many local vegetables. Stop by and creat a healthy meal at your own home :)

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

4 อาหารลดอาการตาแห้ง

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง

ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน



ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้



อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้



• ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า

• โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์

• โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน

• การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด

• การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป

• สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า

• อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด

แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้


เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา

• กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

• ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน

กินอาหารลดอาการตาแห้ง

• กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ

• ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา

• ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย

• น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้


ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

• หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา

• หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา

• อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง

• พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด


นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 239





แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ช่วงนี้น้ำมันมะพร้าวขายดี เลยเอาเรื่องนี้มาฝากจ้า

ออยล์พูลลิ่ง ภาค1 : แบคทีเรียในช่องปากและวิธีการทำออยล์พูลลิ่ง




ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน



ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด





Dr. Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr. Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้





- ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย



ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุนหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม





- โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก



อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นในปากและลำใส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ





- ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?



ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู



ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้น แต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง



เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน



เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย



เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด





- น้ำมันชนิดใดเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง?



ตามตำราโบราณของอินเดียแนะนำให้ใช้น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงา เนื่องจากเป็นน้ำมันที่หาได้ทั่วไปในอินเดียขณะนั้น Dr. Fife กล่าวว่า น้ำมันชนิดใดก็สามารถใช้ทำออยล์พูลลิ่งได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากต้องการใช้น้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันพืชชนิดใดๆ (กรดลอริคในน้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) เหตุผลอีกประการหนึ่ง ชอบที่น้ำมันมะพร้าวมีรสชาตินุ่มนวล น้ำมันบริสุทธิ์ชนิดอื่นๆเช่นน้ำมันมะกอกและน้ำมันงามีกลิ่นรสรุนแรง น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นที่ได้รับการผลิตอย่างมีคุณภาพจะ มีความสะอาดถูกอนามัย แถมยังมีกลิ่นและรสชาติน่าพอใจอีกด้วย





- วิธีการทำออยล์พูลลิ่ง



* ทำขณะที่ท้องว่าง จะดื่มน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้

* ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นประมาณ 2-3 ช้อนชา อมไว้ในปาก

* ค่อยๆ ดูด ดัน และดึง ให้น้ำมันไหลผ่านฟันและเหงือก

* น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือมีสีเหลือง

* เคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที

* จากนั้นให้บ้วนน้ำมันทิ้งไป

* บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการดื่มน้ำ

* ทำอย่างนี้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย







- โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง



ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอน เหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิด ต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง: สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ เรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน



ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพอง การอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาท กระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษ และโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด





- ช่วงเวลาที่เหมาะจะทำออยล์พูลลิ่ง



ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน




ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด





Dr. Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr. Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้





- ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย



ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุนหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม





- โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก



อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นในปากและลำใส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ





- ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?



ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู



ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้น แต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง



เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน



เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย



เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด





- น้ำมันชนิดใดเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง?



ตามตำราโบราณของอินเดียแนะนำให้ใช้น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงา เนื่องจากเป็นน้ำมันที่หาได้ทั่วไปในอินเดียขณะนั้น Dr. Fife กล่าวว่า น้ำมันชนิดใดก็สามารถใช้ทำออยล์พูลลิ่งได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากต้องการใช้น้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันพืชชนิดใดๆ (กรดลอริคในน้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) เหตุผลอีกประการหนึ่ง ชอบที่น้ำมันมะพร้าวมีรสชาตินุ่มนวล น้ำมันบริสุทธิ์ชนิดอื่นๆเช่นน้ำมันมะกอกและน้ำมันงามีกลิ่นรสรุนแรง น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นที่ได้รับการผลิตอย่างมีคุณภาพจะ มีความสะอาดถูกอนามัย แถมยังมีกลิ่นและรสชาติน่าพอใจอีกด้วย





- วิธีการทำออยล์พูลลิ่ง



* ทำขณะที่ท้องว่าง จะดื่มน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้

* ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นประมาณ 2-3 ช้อนชา อมไว้ในปาก

* ค่อยๆ ดูด ดัน และดึง ให้น้ำมันไหลผ่านฟันและเหงือก

* น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือมีสีเหลือง

* เคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที

* จากนั้นให้บ้วนน้ำมันทิ้งไป

* บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการดื่มน้ำ

* ทำอย่างนี้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย







- โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง



ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอน เหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิด ต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง: สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ เรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน



ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพอง การอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาท กระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษ และโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด





- ช่วงเวลาที่เหมาะจะทำออยล์พูลลิ่ง











จากกราฟแสดงให้เห็นว่า ปริมาณของแบคทีเรียในช่องปากมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างวัน การรับประทานทำให้แบคทีเรียบางส่วนผสมกับอาหารและน้ำลายในที่สุดถูกกลืนลงไป ปริมาณแบคทีเรียมีมากสุดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร การแปรงฟันช่วยลดปริมาณแบคทีเรียได้ไม่มากเนื่องจากฟันมีพื้นที่แค่ 10% ของช่องปาก ก่อนอาหารกลางวันปริมาณแบคทีเรียจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตอนก่อนอาหารเช้า และลดลงมากที่สุดภายหลังรับประทานอาหารเย็น เมื่อคุณหลับแบคทีเรียมีโอกาสกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน การทำออยล์พูลลิ่งจึงควรทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แบคทีเรียในช่องปากมีปริมาณมากที่สุด.

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภูมิใจนำเสนอ กระเช้าปีใหม่ 2554

ปีใหม่ 2554 นี้
มอบกระเช้าสุขภาพ
แทนขอบคุณ
แทนความห่วงใย
แทนความรักและคิดถึง
กดไปที่
เพื่อดูรายการกระเช้าทั้งหมดเริ่มต้นที่ 200-1000 บาท
อย่าลืมนะคะ ว่าคุณสามารถมาที่ร้านแล้วเลือกสินค้าลงกระเช้าเองได้
เผื่อเวลาห่อกระเช้าๆละ 30 นาทีนะคะ






วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความหมายของ ชีวิตจิตใจ

ชีวิตจิตใจ


โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เวลาคนไทยพูดถึงเรื่องชีวิต มักพูดรวมๆ กันเสมอว่า ชีวิตจิตใจ นับเป็นคำพูดที่ครอบคลุมความหมายแห่งชีวิตไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ชีวิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนาต้องมีจิตใจ หากมีเพียงกายแต่จิตใจไม่มี ความเป็นชีวิตก็หมดไปทันที จิตใจจึงเป็นพลังงานที่สำคัญที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า คนหรือสัตว์จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความสำคัญของจิตไว้ว่า เป็นประธานแห่งการกระทำและการพูด ถ้าจิตคิดไม่ได้ การพูดที่แสดงออกมาก็พลอยไม่ดีตามไปด้วย ถ้าจิตดี การพูดก็จะพลอยดีตามไปด้วย

การกระทำก็เช่นเดียวกัน หากจิตคิดดี การกระทำก็ออกมาดี ในทางตรงกันข้ามหาก จิตคิดไม่ดี เวลากระทำสิ่งใด ผลของการกระทำก็จะออกมาไม่ดีตามไปด้วย

คนไทยเข้าใจความสำคัญของจิตมานานจึงประดิษฐ์คำขึ้นมาจากผลึกแห่งสัจจะทางใจว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

พระพุทธเจ้าสอนให้ฝึกจิตให้ดี เพราะถ้าจิตดีแล้วจะนำกายและวาจา หรือนำการกระทำและการพูดไปในทางที่ดีด้วย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ แปลว่า การฝึกจิตเป็นความดี

เมื่อเราได้ยินพุทธภาษิตนี้แล้ว ได้แนวทางชีวิตพร้อมๆ กันทั้งสองอย่างคือ ...

1.จิตเป็นสิ่งที่จะต้องฝึก ให้มีความสามารถที่จะดู รู้ เห็น ตามความเป็นจริงว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรทำแล้วเป็นประโยชน์แก่ตนและแก่ผู้อื่น อะไรทำแล้ว สร้างความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่น อะไรทำไปแล้วได้รับความสุขเป็นผลทั้งตนและผู้อื่น อะไรทำไปแล้วมีความทุกข์แก่ตนและผู้อื่น รู้ชัดว่า ยึดถือเมื่อไร หนักใจเมื่อนั้น ปล่อยไปเมื่อไร เบาสบายเมื่อนั้น รู้จักคิดในสิ่งที่ควรคิด ใช้ความคิดอย่างประหยัดเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ เอาใจออกห่างจากความรู้สึกนึกคิดที่เป็นโทษ ฝึกจิตจนชำนาญในการแยกแยะ ความสงบสงบ ออกจากความวุ่น แยกความเย็นออกจากความร้อน แยกความผ่องแผ้วออกจากความเศร้าหมอง เมื่อฝึกจิตจนชำนาญ จะวางจิตไว้ถูกไม่เป็นทุกข์ หาความสุขได้ง่ายๆ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองผลการฝึกเอาไว้ว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้

2.การฝึกจิต เป็นการทำความดีชนิดหนึ่ง หลายคนเคยตั้งข้อสงสัยว่า จะเริ่มต้นทำความดีที่ไหน กับใครดีหนอ หากได้ผ่านมาพบพระพุทธภาษิตบทนี้แล้ว ก็พบทางสว่างว่า การฝึกจิตก็เป็นการทำความดีชนิดหนึ่ง เป็นความดีที่เริ่มต้นได้ที่ตนเองไม่ต้องไปหาสถานที่หรือไปพบใครที่ไหน ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียทรัพย์สินเลยแม้แต่น้อย แค่ตั้งจิตว่าจะฝึกฝนวางจิตไว้กับสิ่งที่ดีๆ การทำความดีก็ได้เริ่มแล้ว ชนชาติไทยได้รับพระพุทธศาสนามาปลูกฝังในสายเลือด ตื่นเช้าขึ้นมาก่อนทำสิ่งใดๆ ก็กล่าวคำแผ่เมตตาเสียก่อน การกล่าวคำแผ่เมตตาออกมาดังๆ เป็นการทำความดีทางวาจา การน้อมจิตคิดถึงผู้อื่นด้วยความรักและความปรารถนาดี เป็นการฝึกจิตชนิดหนึ่ง นับว่า เป็นการเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำความดี คือการฝึกจิต ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

เมื่อพูดถึงการฝึกจิต พุทธศาสนิกชนมักจะคิดถึงภาพ ของคนที่จะต้องหยุดภารกิจที่บ้าน หยุดการงานแล้วไปพักที่วัดวาอารามหรือสถานที่สงบสงัดเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฝึกจิตทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดว่าเป็นที่ไหน ใส่ชุดอะไร ก็ฝึกจิตได้

ส่วนภาพที่เราเห็นว่าจะต้องใช้เวลาและสถานที่เป็นพิเศษนั้น ก็เป็นเพียงหนึ่งกระบวนการของการไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาปรับปรุงการฝึกจิตในชีวิตประจำวันให้สมบูรณ์ขึ้น การฝึกจิตอย่างนั้นต้องการเหตุปัจจัยและเงื่อนไขบางประการเช่น ต้องรอเวลาที่ว่าง ต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญจนเป็นที่ยอมรับจัดการฝึกอบรมให้ มีความสะดวกเมื่อไร ปฏิบัติได้ ก็เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แต่มิใช่ฝึกแค่นั้นแล้วจะพอเพียง

แต่การฝึกจิตในชีวิตประจำวันนั้น ต้องฝึกตลอดเวลา แต่เวลาที่ต้องตั้งหลักและตั้งใจให้ดีก็คือเวลาที่จิตรับอารมณ์ชอบและชังเข้ามาแต่ละครั้งต้องระมัดระวังมาก เพราะหากเผลอไม่ระวัง ไม่จัดการฝึกตรงนั้น หากใจเอนเอียงตกไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ชอบมากเกินไป จิตใจก็จะลุ่มหลงมัวเมาจนถอนตัวไม่ขึ้น หรือหากใจโน้มเอียงไปทางชังก็จะผลักไส อึดอัดขัดเคืองไม่เป็นปกติ ดิ้นรนเดือดร้อนพลุ่งพล่าน

การฝึกจิตก็คือฝึกให้เป็นปกติ เป็นอิสระจากอำนาจการครอบงำของชอบชังให้มากที่สุด เพราะจิตปกติจะสามารถนำไปใช้งานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อตรงและเป็นธรรมไม่หวั่นไหวเอนเอียง

เปรียบเหมือนเรามีน้ำใสบริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ยังไม่ได้นำไปใส่สีใส่รสหรือปรุงแต่งเป็นอะไร จะเป็นประโยชน์มากกว่าน้ำที่ถูกนำไปปรุงสี กลิ่น รส แล้ว เพราะสามารถนำน้ำบริสุทธิ์นี้ไปทำประโยชน์ได้อีกมากมายไร้ข้อจำกัด

จิตที่บริสุทธิ์เป็นจิตที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ประโยชน์ในการคิด พิจารณาค้นหาความจริงของเรื่องราวต่างๆ ได้อีกมากมายไม่มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน

การดูแลกายให้มีสุขภาพดีมีธาตุอาหารครบถ้วนไม่ขาดไม่เกินพอดีๆ แต่ปล่อยให้จิตใจเศร้าหมอง ซึมเซาเซ็งไม่กระปรี้กระเปร่าเท่าที่ควรทำให้มีชีวิตเพียงครึ่งเดียว การตามรักษาจิตให้เป็นปกติบริสุทธิ์อยู่เสมอ เป็นการเติมคุณภาพชีวิตให้เต็มร้อยเพราะชีวิตที่แท้ต้องมีกายและจิตที่สมดุล จงตระหนักไว้เสมอว่า รักชีวิตต้องไม่ทิ้งจิตใจให้บกพร่องหิวโหย

ชีวิตจิตใจเชื่อมโยงใกล้ชิด การดูแลจิตใจให้ปกติไม่ถูกโรคภัยและกิเลสเบียดเบียนจึงภารกิจหลักของผู้รักชีวิตจิตใจทุกคน.



ขอกราบนมัสการขอบคุณ

พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

เอื้อเฟื้อข้อมูล

นาฬิกาชีวิต


หนังสือนาฬิกาชีวิตหาซื้อได้ที่ร้าน ชีวิตจิตใจโคราช ทั้งแบบปลีกและส่งค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

กระเช้าสุขภาพสำหรับวันสงกรานต์



ถ้าคิดจะรัก ก็รักให้เป็นชีวิตจิตใจ

ฤดูกาลส่งความรักความห่วงใยของคนไทยกลับมาอีกแล้วค่ะ กับวันสงกรานต์ รดน้ำดำหัว ขอพรจากญาติผู้ใหญ่แล้วอย่าลืมถือกระเช้าเพื่อสุขภาพ มอบสิ่งดีๆให้กับท่านค่ะ เพียงแค่บอกมาว่าคุณจะให้กระเช้ากับใคร อายุ หญิง ชาย โรคประจำตัว ความชอบพิเศษ บุคลิก ลักษณะ เราช่วยจัดให้ค่ะ

เพียงบอกว่ามาจากเว้บไซด์เรา ก็ได้สมัครสามชิกฟรีในช่วงนี้ค่ะ

โทรสั่งได้ค่ะที่ 044 247537

ขอให้ชาวชีวิตจิตใจ มีความสุข และแช็งแรงเสมอค่ะ

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทความกาเนติ

คู่มือการใช้กาเนติ

ทำไมต้องล้างโพรงจมูก
ในสมัยโบราณ โยคีผู้สนใจฝึกอย่างจริงจัง พยายามเรียนรู้ ความรู้สึกลึกๆภายใน และพบว่า การใช้น้ำทำความสะอาดโพรงจมูก สร้างความรู้สึกสดชื่นได้เป็นอย่างดี ทั้งการใช้น้ำล้างโพรงจมูก ยังช่วยคลายอาการอุดตัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฝึกเทคนิคหายใจอื่นๆด้วย

ณ ปัจจุบัน เป็นที่รับรู้กันดีว่า จมูกเป็นอวัยวะสำคัญยิ่ง จมูกเป็นอวัยวะของระบบหายใจ โดยทำหน้าที่ดักสิ่งแปลกปลอมในอากาศ เช่น ฝุ่น ควัน ป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย แม้จมูกมีกลไกทำความสะอาดตนเอง เช่นขับสิ่งสกปรกออกมาเป็นน้ำมูก แต่เนื่องจาก มลภาวะทางอากาศสูง จมูกจึงทำงานค่อนข้างหนัก ดังนั้นการหมั่นทำความสะอาดโพรงจมูกเป็นครั้งคราว เป็นการช่วยให้จมูกทำหน้าที่ได้ตามปกติ

นอกจากการหายใจแล้ว จมูกยังมีปลายประสาท ที่คอยรับข้อมูลต่างๆรอบตัว เช่น กลิ่น อุณหภูมิ ปลายประสาทเหล่านี้ บางทีก็ผิดปกติ เช่นบางคนมีประสาทที่ไวเกิน ทำให้ระคายต่อสิ่งแปลกปลอมภายนอกมากกว่าคนอื่น เช่น อาการแพ้ละอองเกษร การหมั่นทำความสะอาดโพรงจมูก มีแนวโน้มที่จะช่วยให้ปลายประสาทเหล่านี้ ทำงานได้เป็นปกติ

เนติ คือ อะไร
เนติ คือ การชำระล้างประเภทหนึ่ง จากทั้งหมด 6 เทคนิค ที่ระบุอยู่ใน “กริยาโยคะ” (กริยาในที่นี้แปลว่า ชำระล้าง)
เนติ เป็นการชำระล้าง “โพรงจมูก” ที่นิยมกันคือ การใช้น้ำเป็นตัวชำระล้าง เราเรียกว่า “ชลเนติ”
วิธีใช้น้ำล้างโพรงจมูกนี้ ทำได้หลายแบบ เช่น รองน้ำไว้ในอุ้งมือ แล้วสูดเข้าทางจมูก หรือ การใช้ “กาเนติ” ช่วย

เนติ เหมาะกับใคร?
คนที่สนใจโยคะจริงจัง จะค่อยๆเรียนรู้ความรู้สึกของตนเองที่ลึกลงๆ ชลเนติ นำมาซึ่งความรู้สึกระดับลึก ของระบบหายใจ
ผู้ มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ การฝึกทำชลเนติมีแนวโน้มที่จะช่วยบรรเทาอาการลงได้ แต่ทั้งนี้ ต้องทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์ หรือ ครูโยคะที่มีความชำนาญเท่านั้น คนทั่วไป ที่ใส่ใจสุขภาพของตน คอยทำเนติ เป็นครั้งคราว ในเบื้องต้น อาจจะฝึกทำสม่ำเสมอวันละครั้ง หลังจากนั้น อาจเว้นทำสัปดาห์ละครั้ง หรือบางคนอาจทำเดือนละครั้ง แล้วแต่ความจำเป็น แล้วแต่กรณี

วิธีปฏิบัติ ชลเนติ
ใช้น้ำต้มสุก อุ่น อุณหภูมิอุ่นพอสมควร (ถ้าอุณหภูมิสูงเกินก็ลวกจมูก ถ้าเป็นอุณหภูมิห้อง ก็อาจสร้างความระคายเคืองได้) ผสมเกลือเล็กน้อย พอปะแล่มๆ เกลือจะช่วยลดความระคายเคือง ทั้งช่วยฆ่าเชื้อโรคด้วย (คนที่ทำจนชำนาญ สามารถใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิปกติได้เลย)

ทำในที่ที่เหมาะสม เพราะน้ำจะเลอะ เช่น ใช้พื้นสนาม ห้องน้ำ ลานซักล้าง ฯลฯ หรือ ทำโดยหากาละมังรอง

ยืนทำ จัดตำแหน่งของศรีษะให้ถูกต้อง หลักการคือ เราต้องการให้น้ำ จากรูจมูกบน ไหลลงผ่านโพรงจมูก ออกรูจมูกล่าง กล่าวคือ เราจะเงยหน้าเล็กน้อย (หากเงยมากไป น้ำก็ไม่สามารถไหลออกรูจมูกด้านล่างได้)

ระวัง ไม่ก้มศรีษะมากเกิน จนถึงกับทำให้น้ำไหลย้อนเข้าไปในโพรงจมูก สู่ช่องหู ซึ่งเป็นผลเสีย (พึงระลึกว่า โยคะเป็นการทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง ไม่ใช่การทำให้เกิดอันตรายต่อตนเอง)

จรดพวยกาที่รูจมูกบน ค่อยๆเทน้ำช้าๆ (อ้าปาก และหายใจทางปาก) ปล่อยให้น้ำไหลลง ผ่านออกทางรูจมูกล่าง เป็นสาย สบายๆ เป็นปกติ

ปริมาณของน้ำขึ้นกับแต่ละคน ตามความเหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป (ไม่จำเป็นต้องเทหมดกาทุกครั้ง) อาจจะทำทางเดียว หรือทำสลับทั้ง 2 ข้างก็ได้ เสร็จแล้ว ให้หายใจออกแรงๆ (เทคนิคกะปาละบาติ) สั่งเอาน้ำที่คั่งค้างในโพรงจมูกออกให้หมด

ข้อควรระวัง
◦ชลเนติ เป็นเทคนิคที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับทุกคน ผู้สนใจ ลองฝึกทำ แล้วสังเกตว่าเหมาะกับตนเองหรือไม่
◦ชลเนติ เป็นเทคนิคที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า “ต้อง” ทำทุกวัน พิจารณาตามความเหมาะสม ช่วงไหน ที่เราออกนอกบ้านมาก เผชิญมลภาวะทางอากาศมาก ก็อาจทำบ่อยหน่อย ช่วงไหนเราไม่ค่อยต้องสูดมลพิษ ก็ทำห่างหน่อย
◦ชลเนติ เป็นเทคนิคเพิ่มเติม เอื้อให้เราฝึกเทคนิคโยคะหลัก เช่น อาสนะ ปรานยามะ ได้ดีขึ้น กล่าวคือ เราควรฝึกเทคนิคหลักของโยคะทุกวัน แต่สำหรับ ชลเนติ (ตลอดจนเทคนิค กริยา อื่นๆของโยคะ) ไม่ใช่เทคนิคที่ต้องฝึกทำทุกวัน

เรื่องของกาเนติ

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

กระเทียม เยี่ยมยอด

สรรพคุณ

การกินกระเทียมทั้งสดหรือแห้งเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันและกล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด รักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคหวัด วัณโรค คอตีบ ปอดบวม ไทฟอยล์ มาลาเรีย คออักเสบและอหิวาตกโรคได้อีกด้วย




วิธีการใช้กระเทียมเพื่อการรักษาโรคต่างๆ

1. ใช้ขับเหงือ ขับปัสสาวะ และขับเสมหะ โดยใช้กระเทียมสดครึ่งกิโลกรัม ทุบพอแตก แช่ในน้ำหวานหรือน้ำผึ้ง 1 ถ้วย ประมาณ 1 สัปดาห์ รับประทานครั้งละครึ่งช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง


2. ใช้ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ โดยใช้กระเทียมสด 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย กรองเอาแต่น้ำ ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร


3. ใช้รักษาแผลสด แผลเป็นหนอง โดยใช้กระเทียมสดปอกเปลือก นำมาทุบหรือฝานทาในบริเวณที่เป็นแผล


4. ใช้รักษาโรคผิวหนังที่เกี่ยวกับเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า เชื้อราในช่องคลอด โดยใช้น้ำที่คั้นจากกระเทียมสดทาบริเวณที่เป็น


5. ลดอาการปวดฟันจากฟันผุ โดยใช้กระเทียมสดสับละเอียดทุกฟันที่ผุ


6. ใช้รักษาอาการปวดหู หูอื้อ หูตึง โดยใช้น้ำกระเทียมหยอดหูประมาณ 1-2 หยด วันละ 3-4 ครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

ร้านเปิดแล้วจ้า รู้จัก Staff ร้านเรากันค่ะ

หลังจากหลายเดือนที่เตรียมพร้อม รองรับ ตอบสนองวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพของคนโคราช ร้านของเราก็ได้ฤกษ์เปิดทำการแล้วค่ะ

พบกับคุณป้าพุทธชาด คนนี้ไม่เคยยอมใช้สินค้าแบบปานกลาง จะใช้จะทานอะไรต้องดีที่สุดเท่านั้น ดังนั้นชอบของดีที่สุดต้องถามคุณป้าพุทธชาด

พี่นัทส่วนใหญ่จะพบได้ในวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ ผู้หญิงคนนี้ถามได้ทุกเรื่องค่ะ คลุกคลีในแวดวงสุขภาพและสังคมยั่งยืนมากว่าสิบปี อยากรู้อะไร ถามเลย พี่นัทตอบได้

เฮียชุน ถ้าเป็นเรื่องการออกกำลังกายแล้วหละก็เดินดิ่งไปเม้าท์กับเฮียชุนเจ้าของร้านได้เลยค่ะ ที่ตีแบ็ตมินตัน เตะบอล เล่นปิงปอง ว่ายน้ำ เฮียแกรอบรู้ไปหมด

เจ้ปุ้ย นอกจากจะสอบถามเรื่องสินค้าแล้วเจ้ปุ้ยรอบรู้เรื่องของอร่อยทั่วโคราช ร้านอาหาร ของหวานตามตรอกซอกซอยเจ้ตอบได้

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

7 ออได้ดี ชีวีออแกนิกส์

7 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า




คนไทยอายุเฉลี่ยยืนขึ้น ผู้หญิงอายุยืนถึง 72 ปี และผู้ชาย 68 ปี พลเมืองสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ต้องทรมานกับการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมากที่สุด มักป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ยังมีโรคไขมันในเลือดสูง ไตวายเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร โรคข้อและกระดูก สาเหตุที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยเรื้อรังเนื่องจากมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม

• วงการแพทย์ยังไม่มียาที่ช่วยให้ภูมิต้านทานของคนแข็งแรง

• การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มลดลงหลังจากวัยแรกรุ่นไปแล้ว ดังนั้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่มีอายุมากกว่า 12 ปี ขึ้นไป

• ความมีอายุยืนและระบบภูมิคุ้มกันมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น หากปรารถนาที่จะมีอายุยืน อย่างสุขภาพดี ไม่ใช่อายุยืนแบบกระเสาะกระแสะ จะต้องเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอ

• การสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าด้วย 7 อ.

• เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันดีขึ้น

• เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสุขภาพดีดังกล่าว เราอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติ และความเคยชินบางอย่าง เพื่อช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เพราะความผาสุกของชีวิตขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของตัวเราเอง





อ.1 อิทธิบาท 4

อ.2 อารมณ์

อ.3 อากาศ

อ.4 อาหาร

อ.5 ออกกำลังกาย

อ.6 เอนกายและคลายเครียด

อ.7 เอาพิษออกจากร่างกาย



อ. 1 อิทธิบาท 4



เป็นโครงสร้างใหญ่ที่คลุมไปถึงอีก 6 อ. ที่จะกล่าวในลำดับต่อไป

อิทธิบาท 4 คือ

: ฉันทะ

: วิริยะ

: จิตตะ

: วิมังสา

ฉันทะ ยินดี พอใจ สมใจเห็นความสำคัญ หมายมุ่ง ปรารถนาต้องการ แต่เป็นความต้องการที่ต่างจากตัณหา ตัณหานั้นเป็นความต้องการที่มีกิเลสผสม เป็นตัวทำลายแต่ฉันทะเป็นความต้องการที่มีคุณค่าเป็นกุศล ถ้าไม่มีฉันทะความยินดีตั้งแต่ต้นแล้ว จะทำสิ่งใดก็มีแต่ความฝืดฝืน เป็นแรงต้านแรงเสียดทานของตนเองที่เกิดจากความไม่ยินดีนั้น ทุกอย่างจะหนัก เหนื่อยเพิ่มเป็น 2 เท่าทันที ถ้าไม่ยินดี ไม่มีอะไรสำเร็จเพราะจิตใจถูกบีบคั้น กดดัน



วิริยะ เป็นความเพียร ความกล้า สามารถเข็นตัวเองได้



จิตตะ เอาใจใส่ ไม่ใช่ทำอะไรแบบเสียไม่ได้ จับๆ จดๆ แต่อุตสาหะมีจิตโถมไปในเป้าหมาย



วิมังสา ตรวจสอบ วินิจฉัยใคร่ครวญความถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ความมีผลหรือไม่มีผล ประเมินผล ไม่ใช่ทำทิ้งๆ ขว้างๆ มีความฉลาดเฉลียวในการวิเคราะห์วิจัยตรวจตรา เลือกเฟ้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ตน สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ตัดออกไป

อิทธิบาท 4 เป็นฤทธิ์ของศาสนาพุทธที่พาสู่ความสำเร็จในทุกเรื่อง ถ้าต้องการสุขภาพดี อายุยืนยาวแต่ไม่มีอิทธิบาท4 ที่จะศึกษาเรียนรู้ แก้ไขปรับปรุงนิสัยความเคยชินของตน ทุกอย่างก็ล้มเหลวแม้จะซื้อหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาอ่านเป็นสิบเล่ม แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ ก็เพียงแต่ซื้อหนังสือมาไว้ให้ฝุ่นจับเท่านั้น



อ. 2 อารมณ์



อารมณ์เสีย หงุดหงิด รำคาญ วิตก กังวล ห่อเหี่ยว หดหู่ น้อยใจ เสียใจ แค้นใจ ขัดเคืองใจ โกรธ ผูกใจเจ็บ พยาบาท ฯลฯ ล้วนเป็นอารมณ์ด้านลบที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรม เจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้เกิดโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลาย โรคเราที่เป็นกันทุกวันนี้มีโรคที่เกิดจากเชื้อโรคห้าประเภทคือ ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว พาราไซต์ และเชื้อรา แต่ยังมีโรคอีกพวกหนึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค เรียกว่า โรคแห่งความเสื่อม (Degenerative diseases) เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ เกาต์ รูมาติซั่ม ฯลฯ ได้มีงานว่าวิจัยตรวจวัดค่าโปรตีน IgA ในน้ำลาย ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน พบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมทำการวิจัย โกรธหนึ่งครั้ง จะทำให้ IgA มีค่าลดลง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง (นั่นหมายถึงภูมิต้านทานของร่างกายลดลง) และเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงค่า IgA นี้ก็ยังไม่กลับคืนมาสู่ค่าปกติ นี่คือคำตอบว่า... “ทำไมคนในยุคนี้จึงเจ็บไข้ได้ป่วย และร่างกายเสื่อมทรุดเร็วนัก” ถ้าท่านเครียด ต่อมหมวกไต (Adrenal gland) จะขับฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา เป็นฮอร์โมนตัวร้ายมาก ยิ่งออกมากเท่าไหร่จะยิ่งเจ็บปวด สังเกตเวลาโมโห ผิดหวัง หรือโกรธเกลียดใครมากๆ หัวใจจะเต้นตึ้บๆ บางที่หายใจไม่ออก หน้ามืด ยิ่งคนที่เส้นเลือดตีบตันหรือเป็นโรคหัวใจ ถ้าเกิดอารมณ์รุนแรง ฮอร์โมนตัวนี้ออกมา ท่านจะตายเร็วมากหรืออาจเสียชีวิตทันที ถ้าเครียดบ่อยๆ ทำให้อะดรีนาลีนหลั่งบ่อย ๆ ต่อมต่างๆ ที่สร้างเม็ดเลือดขาว เช่น ต่อมทอนซิล ต่อมไทมัส ฯลฯ จะฝ่อ ภูมิต้านทานจะลดลง บางทีมันจะหยุดสร้างเม็ดเลือดขาวไปเลย หรือสร้างได้ก็เป็นภูมิต้านทานที่ไม่แข็งแกร่ง แต่ถ้าเรามองโลกในแง่บวก คิดดี ทำดี หรือว่าทำสมาธิได้ จิตจะสั่งสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ให้หลั่ง GHRF (Growth hormone release factor) ออกมา ฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) ให้ขับฮอร์โมนโกรต (Growth hormone) ออกมากระตุ้นต่อมที่สร้างเม็ดเลือดขาวให้ทำงานเต็มที่เพื่อสร้างทหารในร่างกายเราขึ้นมา

อย่าเสียเวลาฝังใจ หมกมุ่นกับอารมณ์โกรธ ต้องดึงตัวเราออกมาให้พ้นจากอารมณ์นั้นให้เร็วที่สุดไม่ควรโกรธนานเกิน 1 นาที เพราะอารมณ์โกรธบั่นทอนสุขภาพอย่างยิ่ง ถ้าท่านมีความสุข เกิดปิติ

ต่อมไพเนียล (Pineal gland) ในสมองก็จะขับฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา ฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน เป็นยาระงับปวดที่ดีที่สุดในโลก เพราะแรงกว่ามอร์ฟีนถึง 250 เท่า สังเกตเวลาเราหัวเราะหรือมีความสุขจะหายเจ็บปวด ก็เพราะฮอร์โมนตัวนี้ “เพราะฉะนั้นใครอารมณ์ร้าย อารมณ์เสีย ยิ้มไม่เป็น เครียด โกรธเกลียด บ่อย ๆ

อะดรีนาลีนหลั่ง ภูมิต้านทานลด อายุสั้น”

“ส่วนใครอารมณ์ดี แจ่มใส ทำสมาธิได้ มีความสุข ฮอร์โมนโกรตหลั่ง เอนดอร์ฟินหลั่ง หลั่งเรื่อย ๆ

ภูมิต้านทานดี อายุก็จะยืน”

ปัจจัยที่ทำให้ฮอร์โมนโกรต หลั่ง

1. นอนหลับลึก ไม่ฝัน (ต้องไม่กินอาหารหนักหรือของหวานก่อนนอน เพราะถ้าเลือดมีกลูโคสสูง

ฮอร์โมนโกรตจะไม่หลั่ง

2. การมองโลกในแง่บวก (positive thinking)

3. การทำสมาธิ (meditation)

4. การออกกำลังกายให้ถึงจุด peak

5. กินอาหารที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโกรต



อาหารที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโกรต

• กรดอะมิโนห้าชนิด ได้แก่ ornithine, arginine, thryptophan, glycine และ tyrosine

• เกลือแร่สามชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม

• วิตามินห้าชนิด ได้แก่ บี 3 (niacin) บี 5 (pantothenic acid) บี 6 (pyridoxine) วิตามินซี และอี



ปัจจัยที่ทำให้ฮอร์โมนเอนดอร์ฟินหลั่ง

1. ถูกแสงแดด

2. การมองโลกในแง่บวก (positive thinking)

3. การทำสมาธิ (meditation)

4. ดูตลก ขำขัน

“สาเหตุอันเลวแท้ ที่ทำให้คนยังโกรธอยู่ คือ การเอาแต่ใจตัวเอง”

ถ้าหวังไว้ว่า เขาต้องคิดอย่างเราคิด ต้องรู้อย่างเรารู้ ต้องทำอย่างเรา ต้องการ ต้องเป็นอย่างเรามุ่งหมาย ต้องเข้าใจเรา ต้องดีอย่างนี้ ต้องเก่งอย่างนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ความหวังของเราจะพังสลายเพราะ “ใจเรา” ถูกพิมพ์หล่อหลอมมาจากการอบรม สภาพแวดล้อม พื้นฐานครอบครัว ทัศนคติ แบบหนึ่ง อีกทั้งวิบากกรรมของเราเองชุดหนึ่งในขณะที่ “ใจเขา” ก็ได้รับการปลูกฝังมาอีกแบบหนึ่งรวมทั้งวิบากกรรมของเขาอันเป็นชุดที่แตกต่างจากเรา

• ถ้าใครยอมให้ความโกรธย่างเข้ามา สติปัญญาก็จะบินออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคนรอบข้างที่เบือนหน้าหน่ายหนี

• ยิ่งไปกว่านั้น โรคภัยไข้เจ็บสารพัด จะได้โอกาสกระหน่ำเราซ้ำอีก

• ไม่ต้องคิดเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เพื่อความสบายของเราเอง แต่จงเปลี่ยนแปลงตัวเราให้ สบายใจให้ได้ก่อน ไม่มีเหตุผลวิเศษใดๆเลยที่จะมาสนับสนุนว่าเราควรโกรธ

เพียงแต่คิดจะทำร้ายบุคคลอื่น ความโกรธก็ชิงลงมือทำร้ายเราเสียก่อนแล้ว ผู้ที่ผูกโกรธแค้นอาฆาต ไม่มีสักรายเดียวที่จะนอนหลับเป็นสุข ฉะนั้น “บุญต้องทดแทน แค้นต้องอภัย” ถ้าเจาะเลือดตรวจเม็ดเลือดขาวขณะที่บุคคลนั้นอยู่ในอารมณ์โกรธจะพบว่า เม็ดเลือดขาวลดจำนวนลง หมายความว่า จะป่วยง่ายขึ้น ไม่มีเรื่องอันใดที่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่า “ทำใจให้ดี ทำดีให้ใจ” ทุกอย่างเกิดแก่เราย่อมมีที่ไปไม่มีอะไรเกิดโดยบังเอิญ ไม่จากสาเหตุชาตินี้ ก็ชาติที่แล้ว ดังนั้น การรู้เท่าทัน เข้าใจ วางใจ อภัยเป็น ทำให้เราเริ่มต้นระบบสุขภาพที่ดีได้





อ.3 อากาศ



อากาศ หรือลมหายใจเป็นตัวเชื่อมจิตเข้ากับกาย ในอากาศมีออกซิเจนประมาณ 20 % ไนโตรเจน 80% ความจริงมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่อีกชนิดหนึ่ง แต่ออกซิเจนสำคัญที่สุด ถ้าร่างกายได้รับออกซิเจนมากเพียงพอเลือดจะมีสภาพเป็นด่างเล็กน้อย มีค่า pH ประมาณ 7.35 - 7.45 แต่ถ้าร่างกายขาดออกซิเจนมีคาร์บอนไดออกไซด์มาก เลือดมีสภาพเป็นกรด เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดเมื่อยร่างกาย ภูมิต้านทานลดลง โรคต่างๆ จะคุกคามได้ง่าย

• ปกติเราหายใจเอาอากาศเข้าไปเพียงครึ่งลิตรเท่านั้น แต่ความจุของปอด 2 ลิตรครึ่ง ถึง 4 ลิตร

• คนส่วนใหญ่ไม่เคยทำความสะอาดปอด ปอดเปรียบเสมือนหม้อกรองอากาศของรถยนต์ เอาของดี คือออกซิเจนเข้ามา แล้วเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

• เวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหม้อกรองรถ เป่าทุกครั้ง แต่หม้อกรองของคนคือปอดไม่เคยเป่าเลย แต่ปอดก็ช่างทนทาน ยังทำงานให้เรามีชีวิตอยู่ได้ แต่อยู่ได้แบบไม่แข็งแรงนัก

• การหายใจคือการสูดเอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย และดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียออกจากร่างกาย

• คาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลเสียที่ได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชัน และการสร้างพลังงานในเซลล์ ถ้าคาร์บอนไดออกไซด์คั่งอยู่ในเซลล์ เซลล์ร่างกายก็จะตายได้ ดังนั้นเราจึงมีเส้นเลือดเล็กๆ เอาไว้ขนคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปยังศรีษะและปอด และขับออกจากร่างกายขณะที่หายใจออก และเปลี่ยนเอาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงเซลล์แทนเวลาหายใจเข้าอีกครั้ง



คนส่วนใหญ่มักจะหายใจไม่ถูกต้องทำให้ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออีกทั้งหายใจออกไม่สุดเต็มที่ทำให้อากาศดีเฮือกใหม่ที่หายใจเข้าไป ไปปะปนกับอากาศเก่าที่ยังค้างอยู่ในถูกลมปอดและออกซิเจนที่ปอดจะส่งไปเลี้ยงทั่วร่างกายนั้นมีน้อยกว่าข้างนอกเป็นสาเหตุให้ปริมาณออกซิเจนในเลือด ในสมอง ระบบประสาท ผิวหนัง และทั้งร่างกายน้อยกว่าปกติ



การหายใจที่ถูกต้องช่วยให้...

• สมาธิความสงบแห่งจิตใจเกิดขึ้น

• เอาพิษออกจากร่างกาย

• คลายเครียด

• กระตุ้นระบบประสาท

วิธีการบริหารปอดที่ดีที่สุด

คือหายใจเอาอากาศเข้าปอด โดยให้ปอดขยายมากที่สุด



วิธีการปฏิบัติ

ให้ท่านสูดหายใจเข้าสามครั้งติดกัน (ไม่หายใจออก)

หายใจเข้าครั้งที่ 1 กลั้นไว้

หายใจเข้าครั้งที่ 2 กลั้นไว้

หายใจเข้าครั้งที่ 3 กลั้นไว้

กลั้นไว้ให้นานจนถึงที่สุดเหมือนใจจะขาด แล้วจึงค่อยหายใจเอาอากาศออกจากปอด โดยหายใจออกยาวๆ ทั้งทางปากและจมูก หายใจออกสามครั้งเหมือนกัน จนหมดจริง ๆ เวลาหายใจเข้าให้ปิดปาก เพราะเราต้องการให้อากาศเข้าทางจมูกทางเดียวเท่านั้น ขนจมูกและเยื่อเมือกในจมูกจะได้ช่วยกรองฝุ่นละอองสิ่งสกปรกได้



วิธีหายใจเข้าออกที่ถูกต้อง

“เวลาหายใจเข้า สังเกตว่าท้องต้องป่อง เวลาหายใจออกท้องต้องแฟบ”

เพราะระหว่างปอดกับท้องคือกะบังลม เวลาหายใจเข้ากะบังลมจะเคลื่อนลง (ท้องจึงป่องออก) ปอดจะพองเต็มที่

อากาศจึงเข้าไปในปอด ส่วนเวลาหายใจออก กะบังลมจะดันขึ้น(ท้องจึงแฟบ) ให้ปอดเอาอากาศออก วันหนึ่งให้ท่านฝึกหายใจเข้าสามครั้งติดกันเช่นนี้ สัก 3-4 ครั้ง หาที่อากาศดี ๆ อากาศบริสุทธิ์ “ปอดจะมีพลังมาก” การทำเพียงเท่านี้

โรคที่เป็น เช่น หอบหืด ไอ จาม จะดีขึ้น เป็นการเอาพิษออกจากร่างกาย ทำไม่กี่วัน จะมีความรู้สึกว่า หายใจคล่องขึ้น

เพราะออกซิเจนที่เข้าไปจะไปเพิ่มให้เลือดเป็นด่าง



มาตรฐานความเป็นกรดเป็นด่างในเลือด

มาตรฐานฮาร์วาร์ดกำหนดไว้ว่า ปกติร่างกายจะสมบูรณ์ที่สุดเลือดต้องเป็นด่างนิดหน่อย การหายใจเข้าไปแบบนี้ จะทำให้เลือดเป็นด่าง เวลาง่วงเหงาหาวนอน การทำแบบนี้ เลือดจะเป็นด่าง พอเป็นด่าง หน้าตาจะสดใสฟื้นขึ้นมาทันที

เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า เราควรฝึกหายใจให้ลึกและยาวอยู่เนืองนิตย์ ชีวิตจะสดชื่นและยืนยาว... การหายใจตื้นๆ ไม่สามารถระบายอารมณ์ เมื่อเราเกิดความกังวลซึมเศร้าและหดหู่ได้ “เปลี่ยนวิธีหายใจให้ถูกต้องเสียแต่วันนี้ ร่างกายจะกำจัดของเสียได้ดีขึ้น จิตใจสงบลง ควบคุมอารมณ์และจิตใจได้ดีเมื่อเผชิญปัญหายุ่งยากทั้งร่างกายก็กระปรี้กระเปร่า

หน้าตาสดชื่น และแก่ช้า”



อ.4 อาหาร



ผู้ป่วยส่วนใหญ่ชอบถามคำถามแรกว่า “ต้องกินอะไรบ้างจะได้แข็งแรง” คำถามที่ถูกต้องที่ควรจะเป็นคือ

“ต้องเลิกกินอะไรบ้างจึงจะแข็งแรงกว่าเดิม” แนวทางที่ใช้ในการแนะนำเรื่องสุขภาพก็คือ “ต้องเลิกกินหรือเลิกการกระทำที่ทำลายสุขภาพเสียก่อนแล้วจึงค่อยๆ คิดว่าจะกินหรือทำอะไรเพิ่มเพื่อซ่อมแซมสุขภาพที่ชำรุดอยู่”

“ต้องเลิกกินหรือและต้องเลิกทำอะไรบ้าง จึงจะแข็งแรงกว่าเดิม”

• หยุดหวาน

• หยุดนมสัตว์

• หยุดเนยเทียม

• หยุดอาหารมันๆทั้งหลายทั้งจากพืชและจากสัตว์

• หยุดใช้เตาอบไมโครเวฟ

• หยุดผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

อาหารหวาน คำจำกัดความของคำว่า “หวาน” คือ ทุกอย่างที่หวาน ตั้งแต่ ขนม ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม

มีโรคและอาการผิดปกติที่เกิดจากการกินหวานอยู่ถึง 110 ชนิด (จากหนังสือทำไมคุณถึงป่วย) ความหวานทำให้เกิดอะไรต่อร่างกายของเรา

• กดการทำงานของภูมิต้านทาน

• นำไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านม รังไข่ ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

• ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและ ลำไส้เล็กส่วนต้น

ความหวานทำให้เกิดอะไรต่อร่างกายของเรา

• ทำให้เกิดโรคติดเชื้อราได้ง่าย

• ทำให้กระดูกผุ

• ทำให้เกิดปวดศีรษะไมเกรน

• ทำให้เกิดภูมิแพ้

นมวัว นมเป็นสาเหตุของโรคร้ายมากกว่า 50 ชนิด เช่น

• ภูมิแพ้ เบาหวาน กระดูกผุ ฯลฯ

• เด็กเล็กๆปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ (ปวดท้อง colic )

• หูน้ำหนวก ( ทั้งแบบแก้วหูทะลุและแก้วหูไม่ทะลุ )

• หอบหืด

• ไซนัสอักเสบ

• เลือดกำเดา

• ปวดหัว

• ท้องผูก ถ่ายอุจจาระเป็นเม็ด ๆ

• ฉี่รดที่นอน

• ออทิสติก สมาธิสั้น

• ลมพิษ ผื่นคันผิวหนัง ( eczema )

• ข้ออักเสบรูมาตอยด์

• ภูมิแพ้ และระบบทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง

• นมทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง

• มะเร็งเต้านม

ถ้าไม่ให้เด็กกินนม แล้วจะให้เด็กกินอะไร ในช่วง 3-4 ขวบแรกของอายุเด็ก ถ้าจำเป็นที่จะต้องให้เด็กกินนม ก็ให้กินได้ โดยมี 2 แนวทาง คือ

1) จะให้เด็กกินนมวัวก็ได้ แต่ถ้าเด็กเกิดมีอาการแทรกซ้อนอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เราได้เล่าสู่กันฟังมาแล้ว ก็ควรเลิกหรือลดนมวัวลง

2) เหมือนข้อ 1 แต่ พยายามให้เด็กกินอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น โจ๊ก ฯลฯ และถ้าฟันงอกดีแล้วก็ควรให้เด็กกินอาหารที่หลากหลายขึ้นเหมือนผู้ใหญ่ แทนกินนมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะสามารถเลิกนมได้ 100% เมื่ออายุ 3-4 ขวบ แต่ก็หลักการเดียวกันคือ ถ้าเด็กเกิดมีอาการแทรกซ้อนอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เราได้เล่าสู่กันฟังมาแล้ว ก็ควรเลิกหรือลดนมวัวลง



เนยเทียม เป็นไขมันที่ถูกสร้างขึ้นมาประมาณ 100 ปี แต่เพิ่งมาแพร่หลายจริงๆ 30 ปี ที่ผ่านมานี้เอง โดยสร้างจากน้ำมันพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมันถั่วเหลือง ด้วยกระบวนการ hydrogenation การกินไขมันชนิดนี้มีผลโดยตรงกับระดับไขมันในเลือด และการทำงานของผนังเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายโดยตรง “เนยเทียมเป็นไขมันที่อันตรายต่อชีวิตที่สุด และมันผสมอยู่ในอาหารของอเมริกันทั่วไป พบว่ามันน่าจะสัมพันธ์กับโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง คุณอาจรู้แล้วว่าเฟรนซ์ ฟราย และชิคเกน นักเกท มีเนยเทียมผสมอยู่ แต่คุณอาจจะแปลกใจเมื่อรู้ว่ามากกว่า 40% ของอาหารที่วางขายอยู่ในร้านขายของชำทั่วไป เช่น ซีเรียล ข้าวโพดคั่ว สำหรับไมโครเวฟ เนยถั่ว ไอศกรีม ขนมปังกรอบ คุกกี้ มีเนยเทียมผสมอยู่ ผู้ผลิตอาหารเหล่านี้ ชอบเนยเทียมมาก เพราะมันทำให้อาหารเหล่านี้กรอบนานและเก็บได้นาน แต่บริโภค???????”



รายงานการวิจัยโดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ในปี 2002 มีใจความว่า “เนยเทียมทำให้หลอดเลือดอุดตันได้เร็วกว่าไขมันสัตว์ เนยเทียมเพิ่มระดับ LDL และลดระดับ HDL” เนยเทียมอันตรายมากกว่าที่เรารู้เพราะ โครงสร้างโมเลกุลของเนยเทียมเป็นโครงสร้างที่ธรรมชาติไม่เคยมีมาก่อน มันถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา มันแตกต่างจากโมเลกุลของไขมันธรรมชาติอื่นๆ ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำไขมันเนยเทียมไปใช้งาน

ได้อย่างถูกต้อง และทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น หลอดเลือดตีบ เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น จากรายงานของ นายแพทย์วอลเตอร์ วิลเลทท์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พบว่า คนที่กินเนยเทียมเป็นประจำมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่กินเนยเทียมน้อยๆ ถึง 50% และเนยเทียมยังสัมพันธ์กับการเกิดเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ เป็นอย่างมาก



เตาอบไมโครเวฟ

เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วนั้นร่างกายของคนเราคือสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เป็นการรบกวนหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ภายในร่างกายมนุษย์จะทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายในด้านสรีรวิทยา จากการใช้เตาอบไมโครเวฟในการปรุงอาหารก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่รับประทานอาหารแล้ว ผู้ใช้ยังได้รับรังสีไมโครเวฟและคลื่นแม่เหล็กที่มีความถี่สูงมากซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีต่างๆ ภายในร่างกาย (รวมไปถึงการใช้ไฟฟ้าที่มีการแผ่คลื่นความถี่สูงทุกชนิด) เตาอบไมโครเวฟสามารถแผ่คลื่นรังสีออกมา 2 ชนิด ได้แก่

1. รังสีไมโครเวฟ หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง

2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ 60 Hz

โดยมีการแผ่คลื่นรังสีเหล่านี้มาจากตัว transformer ทางด้านหลังของเตาอบ โดยจุดที่อันตรายที่สุดคือ บริเวณฝาที่ใช้เปิดปิด เนื่องจากเป็นจุดที่จะมีการรั่วไหลของรังสีไมโครเวฟได้มากที่สุด ส่วนคลื่นแม่เหล็กจะเกิดขึ้นบริเวณรอบเตาอบไมโครเวฟตลอดเวลาที่มีการใช้งานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องควรระวังสำหรับเด็กๆ ที่มักจะมองอาหารที่หมุนอยู่ภายในตู้

ระหว่างที่เตาอบทำงาน ผลกระทบอีกด้านหนึ่งของอาหารที่ปรุงให้สุกโดยใช้เตาอบไมโครเวฟคือ

1. อาหารบางส่วนจะถูกแปรสภาพให้เป็นสารก่อมะเร็ง

2. คุณค่าของสารอาหารที่ลดลงในปริมาณมาก



สารก่อมะเร็งในอาหาร เกิดจาก

- การรั่วไหลของสารพิษจากบรรจุภัณฑ์

- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของสารอาหาร ให้กลายเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง

การรั่วไหลของสารพิษจากบรรจุภัณฑ์ อาหารที่นิยมปรุงโดยเตาอบไมโครเวฟ เช่น พิซซ่า เฟรนซ์ฟราย ป๊อปคอร์น

และอาหารอีกหลายชนิดที่ต้องการความร้อนทำให้กรอบ อาหารพวกนี้ไม่สามารถสุกและกรอบ ได้โดยตู้อบ แต่สิ่งที่ช่วยทำอาหารให้สุกได้คือบรรจุภัณฑ์ ที่ใช้วัสดุที่ไวต่อความร้อน ซึ่งประกอบไปด้วยวัสดุที่มีลักษณะบาง และมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า การรั่วไหลของสารพิษจากบรรจุภัณฑ์ นั้นคือแผ่นบางกลมสีเทาของพลาสติกที่ผสมโลหะที่จะช่วย

พลังงานความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟ ได้ดีมากขึ้น และเปลี่ยนผิวหน้าของบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเหมือนกระทะที่มีขนาดเล็กมากและร้อนจัด ทุกๆ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุรับความร้อนจะปล่อยสารเคมีสู่อาหารในขณะที่กำลังได้รับความร้อนสูง

สารเคมีดังกล่าวได้แก่ สารก่อมะเร็งต่างๆ ที่รู้จักกันดี ชื่อ polyethylene terpthalate benzene toluene xylene



สารก่อมะเร็งในอาหารที่เกิดจากการใช้เตาอบไมโครเวฟ

• เนื้อสัตว์ที่ถูกปรุงให้สุกเพื่อการรับประทานจะเกิดการก่อตัวของสารที่เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า

d- Nitrosodiethanolamines หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็น สารก่อมะเร็ง

• กรดอะมิโนในนมและธัญพืชที่ถูกอุ่นให้ร้อนโดย เตาอบไมโครเวฟจะถูกแปลงไปเป็นสารก่อมะเร็ง

• การให้ความร้อนกับผลไม้แช่แข็งจะทำให้สารประกอบภายในที่เป็นน้ำตาลและแป้งที่เรียกว่า Glucoside และ Galactyoside เมื่อถูกกระบวนการ Hydrolysis จะถูกแปลงไปเป็นสารก่อมะเร็ง

• การให้ความร้อนที่สูงมากและเป็นเวลาสั้นต่อผักสด หรือสุกแล้ว หรือแช่แข็ง จะทำให้อินทรีย์สารของพืช

(ที่ประกอบด้วยไนโตรเจน) ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นสารก่อมะเร็ง

• การใช้ความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟในการชงนมให้แก่เด็กทารกนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของกรดอะมิโน trans ให้อยู่ในรูปแบบของกรดอะมิโน (cis-isomer) ผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านเคมีชีววิทยา แต่ที่ค้นพบมากกว่านั้นคือ กรดอะมิโนชนิดหนึ่งชื่อ L-proline จะถูกเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีไปเป็นแบบ D-isomer ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างชนิดนี้เป็นอันตรายต่อระบบสมองและไต

• ลดคุณค่าของสารอาหารตามธรรมชาติของ วิตามินบีรวม วิตามินซี วิตามินอี แร่ธาตุที่สำคัญ และประสิทธิภาพการป้องกันการสะสมไขมันในตับ ในอาหารทุกประเภท

• ทำลายสารประกอบที่สำคัญหลายชนิดที่อยู่ในผัก เช่น Alkaloids , Glucosides , Galactosides , Nitrilosides

• ทำลายสารประกอบโปรตีน (โดยเฉพาะ DNA) ในเนื้อสัตว์



ถั่วเหลือง

• เกิดเป็นภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)

• ปลายนิ้วมือมีอาการชา หรือเวลาตื่นนอนตอนเช้ากำมือไม่ค่อยได้ ซึ่งอาการแบบนี้ ตามโรงพยาบาลทั่วๆไปเรียกว่า “พังพืดรัดข้อมือ (carpal tunnel syndrome)”

• เจ็บส้นเท้า (calcaneal spur) ที่เรียกทั่วๆไปว่า “รองช้ำ”

• อ้วนง่าย กินนิดเดียวก็อ้วน



ท่านที่กินถั่วเหลืองเป็นประจำจะทำให้เกิดปัญหา ดังนี้

• อ่อนเพลียเรื้อรัง

• ทำให้มะเร็งเต้านมดื้อต่อการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

• ทำให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เพราะเอสโตรเจนไปกดการทำงานของฮอร์โมนเพศชายเทสโตสเตอโรน แต่เอสโตรเจนจะทำให้ผู้ชายเหล่านี้ผิวพรรณเนียน สวย ดูดี แต่ขอโทษเรื่องผู้ของผู้ชาย “จอดสนิท” ไม่ว่าคุณจะป่วยมาด้วยโรคอะไรก็ตาม คุณต้องกินเพียงเท่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ



ข้าวกล้อง

- ผัก

- ถั่ว (ยกเว้นถั่วเหลือง)

- ไม่หวาน

- ไม่มัน

เพื่อให้ร่างกายของคุณได้ใช้พลังงานอย่างถูกต้องจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งเป็นพลังงานที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้

ข้าวกล้องยังมีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหารมากกว่าข้าวขาวอีกด้วย



ผัก

เป็นแหล่งสำคัญของไวตามิน เกลือแร่ เอนไซม์ และที่สำคัญที่สุด เป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อเรามากในทางเดินอาหาร โครงสร้างผักส่วนใหญ่เป็นเซลลูโลส (cellulose) เอนไซม์ที่ใช้ย่อย เรียกว่า เซลลูเลส (cellulase)

ระบบทางเดินอาหารของคนสร้างเซลลูเลส ไม่ได้ ดังนั้นจึงย่อยผักไม่ได้ การย่อยผักเป็นหน้าที่ของจุลินทรีย์ (friendly micro organism) ซึ่งมีอยู่ในทางเดินอาหารประมาณ 40 สายพันธุ์ ยกตัวอย่างที่คนทั่วๆไปรู้จักกันดีก็คือ แลคโตบาซิลัส พวกแลคโตบาซิลัสจะเป็นผู้ย่อยผัก และทำให้เกิดผลพลอยได้แก่ทางเดินอาหารของเรา ดังนี้

• ช่วยทำลายเชื้อโรคแปลกปลอมที่มากับอาหารและน้ำที่เรากินเข้าไป

• ช่วยสร้างไวตามินให้เรา เช่น ไวตามินบี โฟลิคแอซิด

• ช่วยทำให้เราได้ไวตามินและเกลือแร่ที่มีอยู่ในผัก

• ช่วยสร้างเอนไซม์ที่ใช้ในทางเดินอาหาร

• ช่วยทำลายธาตุโลหะหนักและยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนมากับอาหาร

• ช่วยให้ร่างกายสามารถต้านทานการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ได้

• ต้านการเป็นมะเร็งได้

เพียงแค่คุณสมบัติ 7 ข้อนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า “ทำไมคนที่กินผักเป็นประจำจึงแข็งแรง” นี่เป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราต้องคอยเตือนให้เด็กๆกินผัก”



อ.5 ออกกำลังกาย



การออกกำลังกายสำคัญมาก มีคำพูดว่า “ให้ท่านกินอาหารครบหมู่ถูกต้อง ก็ยังสู้คนที่ขาดอาหารแต่ได้ออกกำลังกายไม่ได้ คนออกกำลังกายดีกว่าคนกินอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่กินแล้วนอนไม่ออกกำลังกายเลย”

การออกกำลังกายมีสองอย่าง

1. แบบแอโรบิก (Aerobic)

2. แบบแอนาโรบิก (Anaerobic)



แบบแอโรบิก

จะทำต่อเนื่องนานๆ ไม่เหนื่อย ไม่เครียด เช่น เต้นแอโรบิก เดิน หรือวิ่งช้า ๆ ไม่ต้องหักโหม ร่างกายจะเกิดด่างเพราะได้ออกซิเจน



แบบแอนาโรบิกเป็นการออกกำลังกายแบบรุนแรงเคร่งเครียด เช่น มวย ฟุตบอล แบดมินตัน ฯลฯ ที่ต้องแข่งขัน

เอาเป็นเอาตาย แบบนี้ร่างกายเกิดกรด เกิดคาร์บอนไดออกไซด์เคร่งเครียดมาก คิดแต่ว่าต้องเอาชนะกัน ทำให้อะดรีนาลีนหลั่ง ร่างกายทรุดโทรมมาก “การออกกำลังกายแบบแอนาโรบิกจึงไม่เหมือนกับแอโรบิก แบบแอโรบิก เราออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ ไม่หักโหม จะเดินคุยกันหัวเราะกันบ้างก็ได้ หรือตื่นเช้ามาเดินดูต้นไม้ปลูกต้นไม้ อย่าให้เครียด”

• วิธีออกกำลังที่ดีที่สุด คือ การเดินเร็ว ก้าวขายาวๆ และแกว่งแขนให้สูงๆ เป็นการออกกำลังกายวิธีเดี่ยวเท่านั้นที่ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางได้สมดุลที่สุด

• การเดินต่อเนื่องประมาณ 30-45 นาที จะดีมาก และอย่าเคร่งเครียด ถ้าเดินเร็วมากไม่ได้ ให้เดินช้าๆ ถ้าเดินขึ้นเขาลงเขาจะเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว ยิ่งเดินมาก กำลังขาจะดี ซึ่งกำลังขาเป็นดัชนีบอกสุขภาพ

• การเดินแบบนี้ให้เดินถูกแสงแดดอ่อนๆ ด้วย เดินเวลาเช้าดีที่สุด รองลงไปคือตอนเย็น

• ในแสงแดดมีพลังมหาศาล เวลาเรามองไปที่ที่แสงสะท้อนมา (ไม่ใช่มองพระอาทิตย์ตรงๆ) แสงแดดจะกระตุ้นต่อมไพเนียลให้ฮอร์โมนเอนดอร์ฟินหลั่ง ร่างกายจะรู้สึกสบาย ช่วยลดความเจ็บปวดต่าง ๆ

• แสงแดดไม่เพียงทำให้เอนดอร์ฟินหลั่ง แต่ยังสามารถเปลี่ยนไขมันคอเลสเตอรอลหรือไขมันเลวๆให้เป็นวิตามินดี ซึ่งช่วยทำให้แคลเซียมเข้าไปอยู่ในกระดูกทำให้กระดูกแข็งแรง

• คนกระดูกบาง กระดูกผุ เช่น คนวัยทองที่แคลเซียมถูกดึงออกจากกระดูกมาอยู่ในเลือด วิตามินดี จะทำให้แคลเซียมกลับเข้าไปอยู่ในกระดูก

• ส่วนคนเป็นเบาหวาน ถ้าถูกแสงแดด ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น ช่วยลดน้ำตาลในเลือด “เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายให้ถูกแสงแดดจึงเหมาะมาก สำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง”

• ตอนเดินถ้าท่านเดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน สนามหญ้า จะยิ่งดีมาก เพราะจะได้รับพลังงานจากสนามแม่เหล็กโลกด้วย

• ทุกเซลล์ในตัวเราเปรียบเสมือนแบตเตอรี่ที่มีประจุไฟฟ้าอยู่เวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายเกิดกรด ประจุไฟฟ้าบวกเพิ่มขึ้น ประจุบวกลบในร่างกายจึงไม่สมดุล ทำให้พลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่เสื่อมลง เมื่อเราเดินบนพื้นหญ้า พลังงานงานจากสนามแม่เหล็กโลกจะช่วยจัดเรียงอิเล็กตรอนกับโปรตอนในเซลล์ของเราใหม่เหมือนกับการช่วยชาร์ตไฟแบตเตอรี่

“ออกกำลังกายทุกวันให้เป็นกิจวัตร แต่อย่าเครียด ถ้าเครียดยิ่งอายุสั้น ทำอย่างไรก็ได้ให้เพลิดเพลิน”



ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

• สร้างความสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ

• ช่วยระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น

• ช่วยนำของเสียออกทางผิวหนัง คือเหงื่อ

• ช่วยระบบการหมุนเวียนของโลหิต

• เพิ่มสมรรถภาพของปอดให้แข็งแรงและขยายความจุ

• เพิ่มสมรรถภาพของโครงสร้างร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ เป็นต้น

• เพิ่มสมรรถภาพของสมอง ระบบประสาท และสติปัญญา

• ช่วยคลายเครียด ผ่อนคลาย และนอนหลับ

• ช่วยควบคุมน้ำหนัก และลดน้ำหนัก

• ช่วยการหมุนเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้น

• ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตับและไต

• ช่วยให้ต่อมต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย ทำให้เลือดเป็นด่าง

• ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น

• ช่วยปรับความดันเลือดให้เป็นปกติ

• ช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด คือ ลดไขมันตัวเลว (LDL) และเพิ่มไขมันตัวดี (HDL)



อ.6 เอนกายและคลายเครียด





เอนกาย คือการรู้จักพัก รู้จักเพียร จัดสมดุลการทำงานและพักผ่อน ถ้าพักเกินไป หย่อนเพียร ไม่ขยับแขนขาทำการงาน จะกลายเป็นง่อยในไม่ช้า และอยู่ที่ไหนใครก็เบื่อ ถ้าเพียรจัด พักไม่สมดุล ก้มหน้าหาเงินไม่สนใจสุขภาพ ไม่ช้าก็จะใช้เงินทั้งหมดที่หามานั้นเพื่อรักษาสุขภาพ ซึ่งอาจจะสายเกินไป เพราะอวัยวะบางชิ้นที่เสื่อมไปไม่สามารถหาอะไหล่มาเปลี่ยนแทนได้ “จึงต้องรู้จักพัก รู้เพียร ชีวิตจึงจะผาสุก”

การนอนหลับสนิทเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด ช่วยเรียกพลังงานกลับคืน “การนอนเป็นยาในตัวมันเอง”

แม้แต่แพทย์แผนใหม่ก็สั่งไม่ให้ปลุกคนไข้ที่หลับอยู่ให้ตื่นเพียงแค่ให้ยาตามเวลา หากพักผ่อนนอนหลับไม่เหมาะสม

ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็ขาดประสิทธิภาพในการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้เจ็บไข้ได้ป่วยในภายหลัง ถ้าหากใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ตะวันขึ้นเป็นเวลาเริ่มทำงาน ตะวันลับฟ้าไปก็เป็นเวลาพักผ่อน

ไม่เข้านอนดึกจนเกินไป ตามศาสตร์ทางด้านโยคะ ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม ทำได้ดังนี้สุขภาพก็จะดี แต่ชีวิตของคนยุคปัจจุบันยากจะทำเช่นนี้ได้ เพราะกิจกรรมยามคำคืนที่ดึงเวลาให้อยู่จนดึกมีมากมาย คนจำนวนหนึ่งกว่าจะได้กลับมานอนก็ต้องเป็นตอนรุ่งสางของวันใหม่ การนอนกลางวันเพื่อชดเชยการไม่ได้นอนตอนกลางคืน อาจทำได้บางครั้งบางคราวแต่ไม่ใช่เป็นประจำที่ใช้ชีวิตนอนกลางวัน ตื่นกลางคืนเพราะการใช้ชีวิตที่ผิดธรรมชาติ จะทำให้สุขภาพทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว สารบางอย่างที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลายจะผลิตในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่ใช้ชีวิตกลางคืนเป็นกลางวัน กลางวันเป็นกลางคืน จะมีสุขภาพไม่ดี ภาษิตที่ว่า “นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้า ทำให้สุขภาพดี”

ยังคงใช้ได้ตลอดไปการนอน 1 ชั่วโมงก่อนเที่ยงคืนทำให้เราพักผ่อนมากกว่าการนอนหลับ 2 ชั่วโมง ภายหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว นักวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ พบว่าการนอนของคนเรา นอกจากจะเป็นการพักผ่อนของร่างกายแล้วยังช่วยให้สมองจดจำได้ดีขึ้นอีกด้วย อย่างเช่น เรื่องที่ลืมไปแล้ว ตื่นนอนวันรุ่งขึ้นกลับนึกขึ้นได้ “การนอนเป็นคุณกับการศึกษาเล่าเรียนทำให้สมองมีความแหลมคมยิ่งขึ้น ในวันรุ่งขึ้นมันช่วยเสริมและเก็บรักษาความจำเอาไว้ไม่ให้เสื่อมลง ทั้งยังช่วยกู้ความจำให้กลับคืนมาด้วย” ถ้าเราไม่หัดตัดใจ ฝืนใจจากบางสิ่งที่เราติดใจ ชอบใจ เราอาจจะต้องนอนดึกติดต่อกันเป็นเดือนเป็นปี จนการนอนดึกกลายเป็นชีวิตปกติของเราไปเสียแล้ว เช่น ดูละครโทรทัศน์ การถ่ายทอดกีฬา ที่ทำให้ต้องอดหลับอดนอน เพื่อความสุขเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยาม

แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพไปอีกนาน อาจจะถึงตลอดชีวิตของเราก็ได้



ทำไมเป็นมนุษย์ค้างคาวแล้วสุขภาพเสีย

• เพราะฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) จะหลั่งจากต่อมไพเนียลเฉพาะกลางคืนเท่านั้น ไม่หลั่งเวลากลางวัน

• ฮอร์โมนตัวนี้นอกจากช่วยให้นอนหลับแล้ว ยังช่วยสร้างภูมิต้านทานด้วย

• ส่วนฮอร์โมนโกรตจะหลั่งในช่วงสองถึงสามทุ่ม ดึกๆ ไม่หลั่งเช่นกัน

• ถ้าฮอร์โมนโกรตหลั่งแล้วจะช่วยซ่อมสร้างร่างกายตั้งแต่เวลาห้าทุ่มไปจนถึงตีห้าจึงเป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจากการทำงานในเวลากลางวัน

เมื่อร่างกายซ่อมแซมมาตลอดทั้งคืนแล้วจะเกิดของเสียตั้งแต่ตีห้าไปถึงสี่โมงเช้าจึงเป็นช่วงที่ร่างกายจะเอาของเสียออก

สังเกตพอตื่นนอนแล้วเราจะปวดปัสสาวะและอุจจาระ ช่วงนี้จึงห้ามกินอาหารหนัก ให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่า เพื่อช่วยเร่งเอาสารพิษออกจากร่างกาย จะช่วยทั้งไตและตับ หรือดื่มน้ำมะนาวเย็นๆ ก็ได้ ตื่นขึ้นมาแล้วให้ดื่มทันที รวมทั้งตอนสาย บ่าย และก่อนนอน การดื่มน้ำมะนาวจะช่วยตับได้มาก การขับถ่ายจะดี ช่วงเช้านี้ยังเหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายให้เต็มที่เพื่อขับเหงื่อออก เป็นการเอาพิษออกจากร่างกายอีกทางหนึ่ง เวลาสี่โมงเช้าไปถึงเที่ยง เป็นเวลากินอาหารมื้อหลัก พอกินเสร็จแล้วท่านมักรู้สึกกินอิ่มปั๊บก็ง่วง เพราะช่วงเวลากลางวันจะมีฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อ

คอลีซิลโตไคนิน (cholecystokinin) หลั่งออกมาจากลำไส้เล็กส่วนต้น มันมีหน้าที่กระตุ้นบีบถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำดีเข้าลำไส้เล็กมาย่อยไขมัน และช่วยดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี เค แต่เวลาฮอร์โมนตัวนี้ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด จะทำให้เราง่วงนอน เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะฉะนั้นตอนเที่ยงพอกินอิ่มแล้วให้ท่านงีบสักประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จะเป็นการคลายเครียดดีที่สุด พอตื่นมาจะรู้สึกเหมือนนอนอิ่มมาทั้งคืน สดชื่นมาก สมองจะปลอดโปร่งและมีพลังมาก



แต่ละคนต้องการการพักผ่อนนอนหลับไม่เท่ากัน ผู้ที่มีภาวะจิตใจดี ไม่ต้องจ่ายพลังงานไปกับเรื่องฟุ้งซ่าน เสียใจ น้อยใจ อึดอัด คับแค้นวางแผนรวย ฯลฯ จะไม่มีเรื่องกังวลใจมารบกวน ทำให้หลับสนิท ต่อให้นอนในสถานที่มี

เสียงดังขนาดไหน ก็ยังหลับได้สบาย ไม่อึดอัดกับเสียงแม้ใช้เวลานอน 5-6 ชั่วโมง ก็เพียงพอ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านอนพักผ่อนเพียง 4 ชั่วโมง นอกนั้นคือการทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติ นี่คือความลงตัวของบุคคลระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



“ส่วนคนทั่วไปจะนอนพักผ่อนคืนละกี่ชั่วโมงนั้น แต่ละคนต้องดูความเหมาะสมของตนเอง”

• ความเหมาะสมนั้น ต้องไม่เข้าข้างกิเลสด้วย บางคนติดนอนอย่างมากมาย เพราะขี้เกียจจึงเอาแต่นอน

• ผู้ที่นอนชนิดกินบ้านกินเมืองนั้นไม่ใช่ว่าจะทำให้สุขภาพดี

• มีนักวิจัยชาวอเมริกัน ได้วิจัยเรื่องชั่วโมงนอน โดยเป็น

การสำรวจครั้งใหญ่ ติดตามการนอนของคนอเมริกัน 1.1 ล้านคน เป็นเวลานานถึง 6 ปี พบว่าผู้ที่นอนคืนละ

8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น อาจจะมีชีวิตสั้นก็ได้ สู้คนที่นอนคืนละ 6-7 ชั่วโมงไม่ได้ เพราะจะมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่นอนมากด้วยซ้ำ อาจารย์ทางด้านจิตวิทยา ชื่อดาเนียล คริปเค แห่งมหาวิทยาแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการวิจัยว่าทำไมนอนมากจึงทำให้อายุสั้น จากผลวิจัยชี้ไปว่า การนอนมากแล้วเกิดปัญหาอาจจะเป็นเพราะ sleep apnea อันหมายถึงการหายใจไม่สะดวกระหว่างการนอน ซึ่งนำไปสู่การกดดันต่อหัวใจและสมองและการนอนอาจจะเป็นเหมือนการกินนั่นคือ ถ้าร่างกายกินน้อยกว่าที่ต้องการก็อาจจะดีกว่ากิน “เต็มคราบ” การนอนมากเกินไป ก็ทำให้อายุสั้น แต่การนอนน้อยเกินไป เช่น คืนละ 2-3 ชั่วโมง เพราะเที่ยวเตร่ดึก หรือวิตกกังวลจนไม่อาจข่มตาหลับได้ ตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่นและง่วงซึมเวลากลางวัน ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นเดียวกัน จึงต้องจัดสรรการนอนให้สมดุลกับร่างกาย เพื่อจะได้ตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น มีพลังกระฉับกระเฉง รับมือกับปัญหาต่างๆ อย่างเข้มแข็งเบิกบาน การนอนไม่หลับกระสับกระส่าย นานๆครั้ง ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่การนอนไม่หลับที่เรื้อรังอาจมีผลร้ายแรงได้ เช่น รู้สึกหมดเรี่ยวแรงขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ความอ่อนล้าทำให้คนมีแนวโน้ม เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ได้ง่าย หรือขาดงาน มีผลกระทบต่ออารมณ์และบุคลิกภาพด้วย ทำให้สมองด้อยประสิทธิภาพในการจดจำด้วย แต่ถ้าพักผ่อนเพียงพอ นอนหลับสนิท

สมองจะเหมือนได้รับการชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ทีเดียว



การนอนไม่หลับมี 4 ประเภท

1. นอนไม่ยอมหลับ กว่าจะหลับต้องนอนพลิกไปพลิกมาหลายชั่วโมง

2. หลับๆ ตื่นๆ คือนอนหลับแต่ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน

3. หลับไม่เต็มอิ่ม คือ หลับไม่นานเพียงพอ แต่ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเหมือนไม่ได้หลับ มีอาการไม่สดชื่น และเพลีย

4. ตื่นแล้วไม่ยอมหลับ คือ หลับดีในตอนต้น แต่ตื่นก่อนกำหนดที่ควรจะตื่น จะพยายามหลับเท่าใดก็ไม่ยอมหลับต่ออีก

สมุนไพรไทยช่วยให้นอนหลับสบาย

• พริกไทย 163 เม็ด หัวหญ้าแห้วหมู 1 กระป๋องนม ลูกมะตูมอ่อนหั่นผึ่งแดด 1 กระป๋องนม บดรวมกันให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด เช้า-เย็น หลังอาหาร กินติดต่อกันประมาณ 2 อาทิตย์

• สะเดาลวกจิ้มน้ำพริก กินติดต่อกัน 3 วัน หรือใช้ใบและก้านสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วม ต้มเดือด 5-10 นาที กินวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว

• ดวกบัวที่ใกล้บาน 5 ดอกใส่น้ำให้ท่วม ต้มเดือด 5-10 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง

• ใบขี้เหล็ก หรือดอกขี้เหล็ก 1 กำใส่น้ำพอท่วมต้มเดือด 15 นาที ดื่มก่อนนอน หรือนำใบขี้เหล็กมาปรุงเป็นอาหาร



วิธีการอื่น ๆ ที่ช่วยให้หลับสบายขึ้น

• งดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน แม้ในช่วงบ่าย เพราะ กาแฟ 3 ถ้วยในช่วงบ่าย มีผลกระตุ้นนานถึง 8 ชั่วโมง บางคนอ้างว่าหลับสบายหลังดื่มกาแฟก่อนนอน แต่ที่จริงแล้ว คนเหล่านี้หลับไม่สนิท เมื่อทดสอบบุคคลเหล่านี้ในห้องปฏิบัติการ

• อย่าดื่มเหล้าก่อนนอน (เลิกดื่มเหล้าได้ ดีที่สุด) เมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ จะปล่อยสารกระตุ้นทางธรรมชาติ ซึ่งจะขัดจังหวะการนอนหลับในช่วงหลังเที่ยงคืน ยิ่งดื่มมากเท่าใด การนอนหลับจะถูกขัดจังหวะมากขึ้นเท่านั้น



อ.7 เอาพิษออกจากร่างกาย



มนุษย์กินอาหารเข้าไปในร่างกายตลอดชีวิต เฉลี่ยประมาณ 25 ตัน ที่เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อ้วน รูปร่างไม่สมส่วน ปวดตรงนั้นตรงนี้ มีสิวฝ้า มีถุงน้ำหรือซีสต์ เพราะเรากินมากจนเกินความสามารถที่จะระบายของเสียออก

ของเสียพวกนี้พยายามจะหาทางออกแต่ก็ออกไม่ได้ เพราะเราไม่ช่วย ไม่ออกกำลังกาย ไม่ได้ฝึกหายใจ

1. ลำไส้ใหญ่ คืออุจจาระ ของเสียออกทางนี้มากที่สุด

2. ไต คือปัสสาวะ ถ้าดื่มน้ำเพียงพอ ของเสียก็ออกได้ง่าย

3. ผิวหนัง คือเหงื่อ ถ้าออกกำลังกายก็ช่วยขับเหงื่อ แล้วเราช่วยทำความสะอาดผิวหนังโดยการอาบน้ำ

4. ปอด คือคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออก เราทำอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องฝึกด้วย



ลำไส้ใหญ่ เหมือนคลองที่ระบายของเสียออกมากที่สุดและสกปรกที่สุด แต่เราไม่ค่อยได้ช่วยลำไส้ใหญ่เลย ทั้งๆที่ถ้าเราช่วยกิน อาหารธรรมชาติของมนุษย์ คือพืชผักผลไม้สด ซึ่งมีเส้นใยมาก มันจะช่วยทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ เหมือนไม้กวาดที่ช่วยปัดกวาดสิ่งสกปรกออกไป ทำให้เราถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้เร็ว ทุกวันนี้เรากลับกินแต่อาหารที่แทบไม่มีเส้นใย ทั้งข้าวขาว ขนมขบเคี้ยว หรือเนื้อสัตว์ ทำให้ท้องผูก ถ่ายอุจจาระไม่หมด ยิ่งใครกินโปรตีนมากเท่าไร การขับถ่ายจะช้ามากยิ่งมีสิ่งบูดเน่าอยู่ในลำไส้ใหญ่มาก อุจจาระก็ยิ่งเหม็นมากเท่านั้น คาร์โบไฮเดรตที่เรากินเข้าไป ร่างกายเผาผลาญแล้วจะได้ของเสีย คือคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ แต่โปรตีนกับเนื้อสัตว์ เผาผลาญแล้วจะได้คาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ และมีสารพิษ คือ แอมโมเนียซึ่งเป็นด่างอย่างแรง คาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ ร่างกายกำจัดออกได้ง่ายทั้งสี่ทาง แต่แอมโมเนียกำจัดออกได้ยากมาก อวัยวะสำคัญในร่างกายที่เป็นโรงงานกำจัดแอมโมเนีย คือ ตับและไต เพราะฉะนั้นถ้าท่านทานโปรตีน หรือเนื้อสัตว์มาก ตับและไตก็จะต้องทำงานหนักด้วย



ในลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียอยู่สองพวก คือ พวกดีกับพวกเลว

- แบคทีเรียที่ดีมีอยู่ประมาณ 80-85%

- แบคทีเรียที่เลวมีอยู่ประมาณ 15-20%

• แบคทีเรียดีในลำไส้ใหญ่มีส่วนช่วยร่างกายย่อยอาหาร สังเคราะห์พวกเส้นใยต่าง ๆ ให้เป็นวิตามินบี วิตามินเค และกรดไขมันบิวไทริก (butyric acid) ซึ่งป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

• แบคทีเรียดีจะเจริญเติบโตหรือขยายพันธุ์ได้ดีที่สุดเมื่อลำไส้ใหญ่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย คือมีค่า pH อยู่ระหว่าง 5.4-6.4 แต่ถ้าค่า pH เป็นกรดมากหรือด่างเมื่อไหร่ แบคทีเรียดีจะหยุดการเจริญเติบโตทันที

สังเกตอุจจาระยิ่งมีกลิ่นเหม็นมากเท่าไหร่ หมายความว่าในลำไส้ใหญ่มีสภาพความเป็นด่างมากขึ้นเท่านั้น แบคทีเรียดีจะหยุดการเจริญเติบโต หรือตายเร็วมากขึ้นส่วนแบคทีเรียเลว ซึ่งชอบสภาพความเป็นด่างจะกลับมีจำนวนมากขึ้นด้วยเหตุนี้ ถ้าท่านปล่อยให้มีของบูดเน่าที่ลำไส้ใหญ่ ไม่รีบขับถ่ายภายใน 12 ชั่วโมงจะเกิดสารพิษก่อมะเร็งมากถึงเก้าตัว สารพิษเหล่านี้ยังถูกดูดซึมกลับเข้ากระแสเลือด และแพร่ไปทุกระบบ แม้แต่ระบบประสาทสารพิษทั้งเก้าตัวจะย้อนกลับมาจัดการทำลายพิษที่ตับ ซึ่งปกติทำงานหนักอยู่แล้ว เมื่อเพิ่มพวกสารพิษเข้าไป ตับก็ต้องทำงานหนักขึ้นอีก

นานเข้าตับหมดสภาพ ทำงานไม่ไหว จะกลายเป็นมะเร็งไปด้วยสังเกตคนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จะเป็นมะเร็งต่อที่ตับเร็วที่สุดไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดอะไรขึ้น ในช่วงเวลา 5.00-7.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระแล้วปล่อยเวลาเลยมาถึง 7.00-9.00 น. ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร ก็จะถูกดูดซึมซ้ำอีกครั้ง ในอุจจาระเก่ามีแก๊สที่เสีย แล้วเกิดจากบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายซึ่งมีความร้อน 37 องศาเซลเซียส ตลอดเวลาไม่เหมือนกับตู้เย็นที่เก็บได้นานกว่าเพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดที่ไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง ก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษด้วย

: ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้า ไม่สดชื่น

: มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น

: ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 5.00-7.00 น. นานๆ เข้าเป็นระยะเวลาหลายๆปี เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และไม่กินอาหารมื้อเช้าช่วงเวลา 7.00-9.00 น. สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำจะเสื่อมเร็ว

: ปวดเข่า เมื่ออายุมากขึ้น

: เป็นริดสีดวงทวาร

สิ่งที่ควรปฏิบัติ เพื่อสุขภาพที่ดี

• พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 5.00 - 7.00น.

• ควรทานข้าวเช้าทุกวันระหว่างเวลา 7.00 - 9.00น.

การเอาพิษออกทางน้ำเหลือง

• ในร่างกายมนุษย์มีน้ำอยู่ 50 ลิตร เป็นเลือด 5 ลิตร น้ำย่อย 5 ลิตร อีก 40 ลิตร คือน้ำเหลือง

• น้ำเหลืองจะนำสารพิษจากที่ต่าง ๆ ในตัวเรามาทิ้งที่ไต ถ้าน้ำเหลืองไม่หมุนเวียนภายใน 24 ชั่วโมง เราตาย

• วิธีทำให้น้ำเหลืองหมุนเวียน คือ

- การเคลื่อนไหวออกกำลังกาย

- การฝึกหายใจ

- การรีดผิวหนัง

การรีดผิวหนัง

หลักการรีดคือ ให้รีดเข้าหาส่วนกลางลำตัว

• แขน ให้รีดจากมือเข้ามาที่หัวไหล่ ตรงข้อพับก็ให้รีดหมุนรอบ ๆ

• ลำตัว รีดลงมาที่หน้าท้องซึ่งมีต่อมน้ำเหลืองมากอีกบริเวณหนึ่ง และรีดหมุนวนบริเวณหน้าท้อง

• ขา ให้รีดขึ้น ข้อพับให้รีดหมุนรอบ

การรีดน้ำเหลืองทั่วร่างกาย ให้ทำสักสองสามเที่ยว โดยเฉพาะตอนอาบน้ำ หรืออบไอน้ำ หมั่นทำบ่อย ๆ ให้น้ำเหลืองหมุนเวียนเพื่อพาของเสียตามจุดต่าง ๆ หมุนเวียนมาที่ไตแล้วขับออกมากับปัสสาวะ



บทสรุป

• ถ้าเราต้องการให้คนกลับมาเป็นมนุษย์ เราต้องแก้เรื่องอาหารก่อน เพราะอาหารคือตัวบ่งชี้ความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับต้นไม้ จะเจริญงอกงามได้ อยู่ที่ปุ๋ย อาหารและน้ำ

• มนุษย์ก็เหมือนกัน ถ้าอาหารไม่ถูกต้อง กายจะดีได้อย่างไร ถ้ากายไม่ดี จิตจะดีได้อย่างไร

• โรคภัยไข้เจ็บเกิดได้หรือไม่ อยู่ที่ว่าร่างกายเราแข็งแกร่งไหม

• ร่างกายจะแข็งแกร่งก็มาจากอาหาร ถ้ากินอาหารไม่ถูกต้อง เชื้อโรคจะแข็งแกร่งกว่าเรา

• อย่าลืมว่าเชื้อโรคเกิดก่อนเรา มันวิวัฒนาการเก่งกว่าเรา นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะฆ่ามัน แต่มันก็พยายามมีชีวิต โดยจะกลายพันธุ์ไป ไม่มีวันหมดสิ้น และแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

• ถ้าเราไม่ยุยงส่งเสริมมัน แต่สร้างภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแกร่ง การปฏิบัติตามหลัก 7 อ. เชื้อโรคก็อยู่ของมันไปตามธรรมชาติ แต่ทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่ต้องไปทำอะไรเชื้อโรค ไม่ต้องไปทำให้มันกลายพันธุ์



บทความนี้ได้นำมาจากหนังสือ

• 7 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า (สันติอโศก)

• ทำไมคุณถึงป่วย (น.พ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์)

• ยิ้มสู้มะเร็ง (อาจารย์ อารีย์ วชิรมโน)

• กินเป็น ลืมป่วย (อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา)