วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำสลัดสุขภาพจากสามชาติ

น้ำสลัดแบบฝรั่ง
1. เอาหอม หระเทียมสับละเอียดลงในชาม
2. เติมเกลือ
3. เติมน้ำส้มสายชูหมัก พักไว้ซักครู่
4. เติมน้ำส้มคั้น
5. คนให้เข้ากันแล้วใส่น้ำมันข้าว มะพร้าว งา หรือมะกอก
6. เติมพริกไทยเล็กน้อย

แบบญี่ปุ่น
1. ตั้งไฟอ่อนคั่วงา แล้วบด
2. ขูดขิง
3.ใส่ซีอิ้วญี่ปุ่น หอม ต้นหอม ลงชาม


แบบไทย
1. ตำรากผักชีเเละเกลือ พริกและน้ำตาลมะพร้าว
2. เอาลงชามแล้วเติมน้ำปลา น้ำมะนาว
3. คนให้เข้ากัน เติมหอมแดงซอย

ทานกับผักไร้สารตามใจชอบ ที่โคราชซื้อได้ที่ชีวิตจิตใจทุกวันนะคะ ทานผักแบบนี้สบายใจหายห่วงจ้า

ขอบคุณสูตรจาก eat am are รายการดีๆจากช่อง Thaipbs ค่ะ

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผักไร้สารพิษ



ตอนนี้ร้านของเรามีผักไร้สารพิษจำหน่ายเเล้วนะคะ สดๆจากวังน้ำเขียวค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเกษตรกรรมปลอดสารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ร้านของเราใช้ผักนี้ปรุงอาหารทานรสชาติดีมากค่ะ ผักไร้สารพิษนั้นต่างจากผัด hydroponic ตรงที่ยังมีสารอาหารจากดินครบถ้วนนะคะ ส่วนผักไฮโดรที่ปลูกในน้ำนั้นเราได้แต่กากใย แต่ไม่มีสารอาหารตามธรรมชาติค่ะ มีผักหลายชนิด ไปลองเลือกทานนะคะ

Organic Korat now have fresh organic vegetables for your healthy lifestyle. We are one of a few places in korat with this fresh produce right from a farm in Wangnamkeaw. There are many kinds of veggies here such as cucumber, tomatoes, lettuce, iceberg lettuce, and many local vegetables. Stop by and creat a healthy meal at your own home :)

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

4 อาหารลดอาการตาแห้ง

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้ง มีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหมคะ ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ
สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง

ตาแห้ง เป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเรา จะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยง หรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน



ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้



อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้



• ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า

• โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren's Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์

• โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน

• การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด

• การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป

• สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า

• อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด

แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไปค่ะ เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้


เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา

• กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 - 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้อง หรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 - 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 - 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

• ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน

กินอาหารลดอาการตาแห้ง

• กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ

• ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา

• ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย

• น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้


ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

• หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา

• หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา

• อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง

• พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด


นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 239





แหล่งข้อมูล : www.cheewajit.com

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ช่วงนี้น้ำมันมะพร้าวขายดี เลยเอาเรื่องนี้มาฝากจ้า

ออยล์พูลลิ่ง ภาค1 : แบคทีเรียในช่องปากและวิธีการทำออยล์พูลลิ่ง




ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน



ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด





Dr. Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr. Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้





- ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย



ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุนหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม





- โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก



อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นในปากและลำใส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ





- ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?



ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู



ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้น แต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง



เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน



เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย



เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด





- น้ำมันชนิดใดเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง?



ตามตำราโบราณของอินเดียแนะนำให้ใช้น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงา เนื่องจากเป็นน้ำมันที่หาได้ทั่วไปในอินเดียขณะนั้น Dr. Fife กล่าวว่า น้ำมันชนิดใดก็สามารถใช้ทำออยล์พูลลิ่งได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากต้องการใช้น้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันพืชชนิดใดๆ (กรดลอริคในน้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) เหตุผลอีกประการหนึ่ง ชอบที่น้ำมันมะพร้าวมีรสชาตินุ่มนวล น้ำมันบริสุทธิ์ชนิดอื่นๆเช่นน้ำมันมะกอกและน้ำมันงามีกลิ่นรสรุนแรง น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นที่ได้รับการผลิตอย่างมีคุณภาพจะ มีความสะอาดถูกอนามัย แถมยังมีกลิ่นและรสชาติน่าพอใจอีกด้วย





- วิธีการทำออยล์พูลลิ่ง



* ทำขณะที่ท้องว่าง จะดื่มน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้

* ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นประมาณ 2-3 ช้อนชา อมไว้ในปาก

* ค่อยๆ ดูด ดัน และดึง ให้น้ำมันไหลผ่านฟันและเหงือก

* น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือมีสีเหลือง

* เคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที

* จากนั้นให้บ้วนน้ำมันทิ้งไป

* บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการดื่มน้ำ

* ทำอย่างนี้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย







- โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง



ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอน เหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิด ต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง: สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ เรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน



ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพอง การอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาท กระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษ และโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด





- ช่วงเวลาที่เหมาะจะทำออยล์พูลลิ่ง



ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน




ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด





Dr. Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr. Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้





- ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย



ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุนหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม





- โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก



อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นในปากและลำใส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ





- ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?



ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู



ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้น แต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง



เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน



เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย



เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด





- น้ำมันชนิดใดเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง?



ตามตำราโบราณของอินเดียแนะนำให้ใช้น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงา เนื่องจากเป็นน้ำมันที่หาได้ทั่วไปในอินเดียขณะนั้น Dr. Fife กล่าวว่า น้ำมันชนิดใดก็สามารถใช้ทำออยล์พูลลิ่งได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากต้องการใช้น้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันพืชชนิดใดๆ (กรดลอริคในน้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) เหตุผลอีกประการหนึ่ง ชอบที่น้ำมันมะพร้าวมีรสชาตินุ่มนวล น้ำมันบริสุทธิ์ชนิดอื่นๆเช่นน้ำมันมะกอกและน้ำมันงามีกลิ่นรสรุนแรง น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นที่ได้รับการผลิตอย่างมีคุณภาพจะ มีความสะอาดถูกอนามัย แถมยังมีกลิ่นและรสชาติน่าพอใจอีกด้วย





- วิธีการทำออยล์พูลลิ่ง



* ทำขณะที่ท้องว่าง จะดื่มน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้

* ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นประมาณ 2-3 ช้อนชา อมไว้ในปาก

* ค่อยๆ ดูด ดัน และดึง ให้น้ำมันไหลผ่านฟันและเหงือก

* น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือมีสีเหลือง

* เคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที

* จากนั้นให้บ้วนน้ำมันทิ้งไป

* บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการดื่มน้ำ

* ทำอย่างนี้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย







- โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง



ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอน เหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิด ต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง: สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ เรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน



ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพอง การอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาท กระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษ และโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด





- ช่วงเวลาที่เหมาะจะทำออยล์พูลลิ่ง











จากกราฟแสดงให้เห็นว่า ปริมาณของแบคทีเรียในช่องปากมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างวัน การรับประทานทำให้แบคทีเรียบางส่วนผสมกับอาหารและน้ำลายในที่สุดถูกกลืนลงไป ปริมาณแบคทีเรียมีมากสุดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร การแปรงฟันช่วยลดปริมาณแบคทีเรียได้ไม่มากเนื่องจากฟันมีพื้นที่แค่ 10% ของช่องปาก ก่อนอาหารกลางวันปริมาณแบคทีเรียจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตอนก่อนอาหารเช้า และลดลงมากที่สุดภายหลังรับประทานอาหารเย็น เมื่อคุณหลับแบคทีเรียมีโอกาสกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน การทำออยล์พูลลิ่งจึงควรทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แบคทีเรียในช่องปากมีปริมาณมากที่สุด.

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภูมิใจนำเสนอ กระเช้าปีใหม่ 2554

ปีใหม่ 2554 นี้
มอบกระเช้าสุขภาพ
แทนขอบคุณ
แทนความห่วงใย
แทนความรักและคิดถึง
กดไปที่
เพื่อดูรายการกระเช้าทั้งหมดเริ่มต้นที่ 200-1000 บาท
อย่าลืมนะคะ ว่าคุณสามารถมาที่ร้านแล้วเลือกสินค้าลงกระเช้าเองได้
เผื่อเวลาห่อกระเช้าๆละ 30 นาทีนะคะ






วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความหมายของ ชีวิตจิตใจ

ชีวิตจิตใจ


โดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เวลาคนไทยพูดถึงเรื่องชีวิต มักพูดรวมๆ กันเสมอว่า ชีวิตจิตใจ นับเป็นคำพูดที่ครอบคลุมความหมายแห่งชีวิตไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ชีวิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนาต้องมีจิตใจ หากมีเพียงกายแต่จิตใจไม่มี ความเป็นชีวิตก็หมดไปทันที จิตใจจึงเป็นพลังงานที่สำคัญที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า คนหรือสัตว์จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความสำคัญของจิตไว้ว่า เป็นประธานแห่งการกระทำและการพูด ถ้าจิตคิดไม่ได้ การพูดที่แสดงออกมาก็พลอยไม่ดีตามไปด้วย ถ้าจิตดี การพูดก็จะพลอยดีตามไปด้วย

การกระทำก็เช่นเดียวกัน หากจิตคิดดี การกระทำก็ออกมาดี ในทางตรงกันข้ามหาก จิตคิดไม่ดี เวลากระทำสิ่งใด ผลของการกระทำก็จะออกมาไม่ดีตามไปด้วย

คนไทยเข้าใจความสำคัญของจิตมานานจึงประดิษฐ์คำขึ้นมาจากผลึกแห่งสัจจะทางใจว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

พระพุทธเจ้าสอนให้ฝึกจิตให้ดี เพราะถ้าจิตดีแล้วจะนำกายและวาจา หรือนำการกระทำและการพูดไปในทางที่ดีด้วย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ แปลว่า การฝึกจิตเป็นความดี

เมื่อเราได้ยินพุทธภาษิตนี้แล้ว ได้แนวทางชีวิตพร้อมๆ กันทั้งสองอย่างคือ ...

1.จิตเป็นสิ่งที่จะต้องฝึก ให้มีความสามารถที่จะดู รู้ เห็น ตามความเป็นจริงว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรทำแล้วเป็นประโยชน์แก่ตนและแก่ผู้อื่น อะไรทำแล้ว สร้างความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่น อะไรทำไปแล้วได้รับความสุขเป็นผลทั้งตนและผู้อื่น อะไรทำไปแล้วมีความทุกข์แก่ตนและผู้อื่น รู้ชัดว่า ยึดถือเมื่อไร หนักใจเมื่อนั้น ปล่อยไปเมื่อไร เบาสบายเมื่อนั้น รู้จักคิดในสิ่งที่ควรคิด ใช้ความคิดอย่างประหยัดเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ เอาใจออกห่างจากความรู้สึกนึกคิดที่เป็นโทษ ฝึกจิตจนชำนาญในการแยกแยะ ความสงบสงบ ออกจากความวุ่น แยกความเย็นออกจากความร้อน แยกความผ่องแผ้วออกจากความเศร้าหมอง เมื่อฝึกจิตจนชำนาญ จะวางจิตไว้ถูกไม่เป็นทุกข์ หาความสุขได้ง่ายๆ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองผลการฝึกเอาไว้ว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้

2.การฝึกจิต เป็นการทำความดีชนิดหนึ่ง หลายคนเคยตั้งข้อสงสัยว่า จะเริ่มต้นทำความดีที่ไหน กับใครดีหนอ หากได้ผ่านมาพบพระพุทธภาษิตบทนี้แล้ว ก็พบทางสว่างว่า การฝึกจิตก็เป็นการทำความดีชนิดหนึ่ง เป็นความดีที่เริ่มต้นได้ที่ตนเองไม่ต้องไปหาสถานที่หรือไปพบใครที่ไหน ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียทรัพย์สินเลยแม้แต่น้อย แค่ตั้งจิตว่าจะฝึกฝนวางจิตไว้กับสิ่งที่ดีๆ การทำความดีก็ได้เริ่มแล้ว ชนชาติไทยได้รับพระพุทธศาสนามาปลูกฝังในสายเลือด ตื่นเช้าขึ้นมาก่อนทำสิ่งใดๆ ก็กล่าวคำแผ่เมตตาเสียก่อน การกล่าวคำแผ่เมตตาออกมาดังๆ เป็นการทำความดีทางวาจา การน้อมจิตคิดถึงผู้อื่นด้วยความรักและความปรารถนาดี เป็นการฝึกจิตชนิดหนึ่ง นับว่า เป็นการเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำความดี คือการฝึกจิต ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

เมื่อพูดถึงการฝึกจิต พุทธศาสนิกชนมักจะคิดถึงภาพ ของคนที่จะต้องหยุดภารกิจที่บ้าน หยุดการงานแล้วไปพักที่วัดวาอารามหรือสถานที่สงบสงัดเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฝึกจิตทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดว่าเป็นที่ไหน ใส่ชุดอะไร ก็ฝึกจิตได้

ส่วนภาพที่เราเห็นว่าจะต้องใช้เวลาและสถานที่เป็นพิเศษนั้น ก็เป็นเพียงหนึ่งกระบวนการของการไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาปรับปรุงการฝึกจิตในชีวิตประจำวันให้สมบูรณ์ขึ้น การฝึกจิตอย่างนั้นต้องการเหตุปัจจัยและเงื่อนไขบางประการเช่น ต้องรอเวลาที่ว่าง ต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญจนเป็นที่ยอมรับจัดการฝึกอบรมให้ มีความสะดวกเมื่อไร ปฏิบัติได้ ก็เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แต่มิใช่ฝึกแค่นั้นแล้วจะพอเพียง

แต่การฝึกจิตในชีวิตประจำวันนั้น ต้องฝึกตลอดเวลา แต่เวลาที่ต้องตั้งหลักและตั้งใจให้ดีก็คือเวลาที่จิตรับอารมณ์ชอบและชังเข้ามาแต่ละครั้งต้องระมัดระวังมาก เพราะหากเผลอไม่ระวัง ไม่จัดการฝึกตรงนั้น หากใจเอนเอียงตกไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ชอบมากเกินไป จิตใจก็จะลุ่มหลงมัวเมาจนถอนตัวไม่ขึ้น หรือหากใจโน้มเอียงไปทางชังก็จะผลักไส อึดอัดขัดเคืองไม่เป็นปกติ ดิ้นรนเดือดร้อนพลุ่งพล่าน

การฝึกจิตก็คือฝึกให้เป็นปกติ เป็นอิสระจากอำนาจการครอบงำของชอบชังให้มากที่สุด เพราะจิตปกติจะสามารถนำไปใช้งานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อตรงและเป็นธรรมไม่หวั่นไหวเอนเอียง

เปรียบเหมือนเรามีน้ำใสบริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ยังไม่ได้นำไปใส่สีใส่รสหรือปรุงแต่งเป็นอะไร จะเป็นประโยชน์มากกว่าน้ำที่ถูกนำไปปรุงสี กลิ่น รส แล้ว เพราะสามารถนำน้ำบริสุทธิ์นี้ไปทำประโยชน์ได้อีกมากมายไร้ข้อจำกัด

จิตที่บริสุทธิ์เป็นจิตที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ประโยชน์ในการคิด พิจารณาค้นหาความจริงของเรื่องราวต่างๆ ได้อีกมากมายไม่มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน

การดูแลกายให้มีสุขภาพดีมีธาตุอาหารครบถ้วนไม่ขาดไม่เกินพอดีๆ แต่ปล่อยให้จิตใจเศร้าหมอง ซึมเซาเซ็งไม่กระปรี้กระเปร่าเท่าที่ควรทำให้มีชีวิตเพียงครึ่งเดียว การตามรักษาจิตให้เป็นปกติบริสุทธิ์อยู่เสมอ เป็นการเติมคุณภาพชีวิตให้เต็มร้อยเพราะชีวิตที่แท้ต้องมีกายและจิตที่สมดุล จงตระหนักไว้เสมอว่า รักชีวิตต้องไม่ทิ้งจิตใจให้บกพร่องหิวโหย

ชีวิตจิตใจเชื่อมโยงใกล้ชิด การดูแลจิตใจให้ปกติไม่ถูกโรคภัยและกิเลสเบียดเบียนจึงภารกิจหลักของผู้รักชีวิตจิตใจทุกคน.



ขอกราบนมัสการขอบคุณ

พระมหาธวัชชัย คุณากโร (เกื้อเกตุ) วัดอตัมมยตาราม ตั้งอยู่ ณ เมืองวูดดิลวิลล์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

เอื้อเฟื้อข้อมูล

นาฬิกาชีวิต


หนังสือนาฬิกาชีวิตหาซื้อได้ที่ร้าน ชีวิตจิตใจโคราช ทั้งแบบปลีกและส่งค่ะ